สมัชชาแห่งชาติเวียดนามลงมติเป็นเอกฉันท์เลือก "โต เลิม" ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ควบเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ถือเป็นการปิดฉากยุค "ผู้นำร่วม" เข้าสู่ยุค "ผู้นำสูงสุด" อย่างเต็มตัว พร้อมประกาศแผนปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ตั้งเป้าโต 10% ต่อปี ท่ามกลางความท้าทายจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ และวิกฤตพลังงานโลก

สมัชชาแห่งชาติเวียดนามมีมติเห็นชอบ 100% เลือกนายโต เลิม วัย 68 ปี ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม วาระปี 2026-2031 อย่างเป็นทางการ การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในครั้งนี้ถือเป็นการกระชับอำนาจครั้งประวัติศาสตร์ เนื่องจากนายโต เลิม จะควบทั้งตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ และประธานาธิบดี ซึ่งเป็นรูปแบบการนำที่คล้ายคลึงกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน

นายเล ฮง เฮียป ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบัน ISEAS ในสิงคโปร์ ให้ความเห็นว่า นี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเวียดนาม จากเดิมที่เน้นการตัดสินใจร่วมกันแบบคณะบุคคลไปสู่รูปแบบการนำแบบ "ผู้นำที่เข้มแข็ง" หรือกลายเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศอย่างแท้จริง

โต เลิม ขึ้นสู่อำนาจหลังการถึงแก่อสัญกรรมของอดีตผู้นำพรรค "เหงียน ฟู้ จ่อง" เมื่อปี 2024 และสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในช่วงไม่ถึง 2 ปีที่ผ่านมา นายโต เลิม ได้เร่งเครื่องปฏิรูปโครงสร้างรัฐ  โดยมีการยุบรวมจังหวัด ยุบเลิกกระทรวงและหน่วยงานรัฐไปถึง 8 แห่ง และปรับลดจำนวนข้าราชการลงเกือบ 150,000 ตำแหน่ง เพื่อขจัดระบบราชการที่ล่าช้าและรวมศูนย์อำนาจในการตัดสินใจ

นายโต เลิม ตั้งเป้าหมายด้วยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตในระดับ 10% ต่อปี ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ผ่านนโยบายที่สนับสนุนภาคเอกชนและโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แม้ว่าในปี 2025 เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตถึง 8% แม้จะเผชิญกับมาตรการกำแพงภาษี 20% จากรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ตาม

...

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของนายโต เลิม ยังต้องเผชิญกับบททดสอบสำคัญหลายด้านทั้งแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่พยายามสกัดกั้นการสวมสิทธิ์ส่งออกสินค้าจีนผ่านเวียดนาม รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น จนอาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนพลังงานในภูมิภาค และการรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลัก และจีน ในฐานะผู้จัดส่งวัตถุดิบรายใหญ่ที่สุด

ในการแถลงต่อสภา นายโต เลิม ย้ำว่า "ชาติใดที่กล้าปฏิรูปเชิงยุทธศาสตร์ ปรับปรุงสถาบันต่างๆ ได้ทันท่วงที และดึงศักยภาพของประชาชนออกมาได้ ชาตินั้นจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำและพัฒนาอย่างยั่งยืน"

ทั้งนี้ นายโต เลิม ถือเป็นผู้นำคนแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของเวียดนาม ที่สามารถควบสองตำแหน่งสูงสุดผ่านกระบวนการคัดเลือกตามปกติของพรรค โดยไม่ได้เป็นการเข้ารับตำแหน่งแทนผู้ที่เสียชีวิตกะทันหัน ซึ่งสะท้อนถึงอำนาจบารมีที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในปัจจุบัน.


ที่มา AFP