ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงครบรอบ 1 เดือนของปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ภายใต้ปฏิบัติการ "Epic Fury" ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ในปฏิบัติการทางทหารร่วมกับอิสราเอล เผยกองทัพอิหร่านล่มสลายทั้งกองทัพเรือและกองทัพอากาศ พร้อมย้ำสหรัฐฯ จะไม่มีวันยอมให้ระบอบเผด็จการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวสุนทรพจน์ความยาว 19 นาที เพื่อสรุปสถานการณ์หลังผ่านพ้นไป 1 เดือนนับตั้งแต่เริ่มต้นปฏิบัติการ "Epic Fury" ซึ่งเป็นการโจมตีทางทหารขนานใหญ่ต่อประเทศอิหร่าน โดยทรัมป์ระบุว่านี่คือชัยชนะที่ "เด็ดขาดและท่วมท้น" อย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน
ทรัมป์ได้ประกาศความคืบหน้าสำคัญว่า ขณะนี้กองทัพเรือของอิหร่านถูกทำลายจนหมดสิ้น กองทัพอากาศเหลือเพียงซากปรักหักพัง และบรรดาผู้นำรวมถึงโครงสร้างการควบคุมของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) กำลังถูกกวาดล้าง
ทรัมป์กล่าวว่า "ไม่เคยมีครั้งใดในประวัติศาสตร์สงครามที่ศัตรูจะพ่ายแพ้อย่างราบคาบและสูญเสียมหาศาลขนาดนี้ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์"
เขายังได้ย้อนความถึงการสังหารพลตรีคาเซ็ม สุเลมานี ในวาระแรกของเขา และกล่าวถึงปฏิบัติการ "Midnight Hammer" เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ที่ได้ทำลายล้างแหล่งผลิตนิวเคลียร์ของอิหร่านจนสิ้นซาก เพื่อป้องกันไม่ให้ระบอบที่เขาเรียกว่า "อันธพาลและฆาตกร" เข้าถึงอาวุธทำลายล้างสูง
นอกเหนือจากประเด็นอิหร่าน ทรัมป์ยังได้ขอบคุณกองทัพสหรัฐฯ สำหรับปฏิบัติการที่รวดเร็วในการควบคุมตัวนายนิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา โดยระบุว่าขณะนี้สหรัฐฯ และเวเนซุเอลาได้กลายเป็น "พันธมิตรทางธุรกิจ" ต่อกัน ส่งผลให้สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางอีกต่อไป
...
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ส่งข้อความถึงประเทศที่กำลังขาดแคลนเชื้อเพลิงเนื่องจากการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ โดยบอกให้ประเทศเหล่านั้น "รวบรวมความกล้า" และส่งกองกำลังไปปกป้องเส้นทางเดินเรือด้วยตนเอง หรือหันมาซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ แทน
ทรัมป์ได้กล่าวไว้อาลัยแก่ทหารอเมริกัน 13 นายที่เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้ โดยระบุว่าเขาได้เดินทางไปรับร่างที่ฐานทัพอากาศโดเวอร์ และให้คำมั่นว่าจะสานต่อภารกิจให้สำเร็จเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้เสียชีวิต
ในช่วงท้าย ทรัมป์เน้นย้ำว่าสงครามที่ดำเนินมาเพียง 32 วันนี้ คือ "การลงทุนที่แท้จริง" สำหรับอนาคตของลูกหลานชาวอเมริกัน เพื่อให้โลกหลุดพ้นจากการข่มขู่ด้วยนิวเคลียร์และการรุกรานจากอิหร่าน พร้อมทิ้งท้ายว่าเมื่อสงครามสิ้นสุดลง "สหรัฐอเมริกาจะปลอดภัย แข็งแกร่ง มั่งคั่ง และยิ่งใหญ่กว่าที่เคยเป็นมา".
ที่มา BBC