กระทรวงกลาโหมอิสราเอลประกาศว่า จะระงับการจัดซื้อจัดจ้างด้านกลาโหมทั้งหมดจากฝรั่งเศส หลังฝรั่งเศสประกาศห้ามเครื่องบินอิสราเอลที่บรรทุกยุทโธปกรณ์บินผ่านน่านฟ้า
เมื่อ 31 มี.ค. 2569 โฆษกกระทรวงกลาโหมระบุในแถลงการณ์ฉบับหนึ่งว่า อิสราเอล “ได้ตัดสินใจลดการจัดซื้อด้านกลาโหมจากฝรั่งเศสลงจนเหลือศูนย์ เนื่องจากฝรั่งเศสดำเนินมาตรการที่ “ส่งผลเสียต่อความมั่นคงของอิสราเอล” โดยจะเปลี่ยนไปใช้การจัดซื้อภายในประเทศอิสราเอลเอง หรือซื้อจากกลุ่มประเทศพันธมิตรแทน”
แถลงการณ์ดังกล่าวอ้างถึงการที่ฝรั่งเศสให้การรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์เมื่อเดือนกันยายน 2568 และรายงานข่าวที่ว่าฝรั่งเศสไม่อนุญาตให้อากาศยานของอิสราเอลที่บรรทุก “ยุทโธปกรณ์” บินผ่านน่านฟ้าของฝรั่งเศส เป็นหนึ่งในสาเหตุของการตัดสินใจในครั้งนี้
ทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ออกมาตำหนิฝรั่งเศส ที่ไม่ยอมให้เครื่องบินขนยุทโธปกรณ์บินผ่าน โดยอ้างว่าฝรั่งเศส “ไม่ให้ความร่วมมืออย่างมาก” ตลอดช่วงระยะเวลาของสงครามกับอิหร่าน และสหรัฐฯ จะ “จดจำ” เอาไว้
ทั้งนี้ สถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสต็อกโฮล์ม (SIPRI) ซึ่งติดตามการจัดส่งอาวุธทั่วโลก รายงานเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า ฝรั่งเศสเป็นผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมอาวุธ โดยมีสัดส่วนการส่งออกอาวุธคิดเป็นประมาณ 1 ใน 10 ของการส่งออกทั่วโลกในช่วงปี 2564-2568
ข้อมูลจาก SIPRI ระบุว่า ผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ที่สุดของอิสราเอลในช่วงเวลาเดียวกันคือ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และอิตาลี โดยผลิตภัณฑ์จากสหรัฐฯ มีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการนำเข้าอาวุธจากต่างประเทศทั้งหมดของอิสราเอล
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
...
ที่มา : cnn
