กระทรวงการคลังเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาขยายมาตรการ "สลับวันใช้รถยนต์" ไปยังภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นถึง 120–130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ท่ามกลางแรงกดดันด้านพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

นายคู ยุนชอล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลอาจจำเป็นต้องประกาศใช้ "ระบบสลับวันใช้รถ 5 วัน" (Five-day vehicle rotation system) ภาคบังคับกับประชาชนทั่วไป หากราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นไปแตะระดับ 120-130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้ระดับการเฝ้าระวังวิกฤตความมั่นคงด้านทรัพยากรถูกยกระดับขึ้นสู่ระดับ "เตือนภัย" หรือ "ระดับ 3" จากทั้งหมด 4 ระดับ จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 2

นายคูกล่าวว่า "หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเลวร้ายลง เราจำเป็นต้องขยับระดับการแจ้งเตือนวิกฤต และถึงจุดนั้นเราจำเป็นต้องควบคุมการบริโภคพลังงานอย่างจริงจัง" 

มาตรการ "สลับวันใช้รถ" จะจำกัดให้รถยนต์แต่ละคันหยุดวิ่ง 1 วันในทุกๆ 5 วันทำการ โดยพิจารณาจากเลขท้ายของป้ายทะเบียนรถ ซึ่งปัจจุบันเริ่มบังคับใช้กับหน่วยงานภาครัฐแล้ว และขอความร่วมมือจากภาคเอกชนโดยสมัครใจ แต่หากราคาน้ำมันพุ่งถึงเกณฑ์ที่กำหนด มาตรการนี้จะกลายเป็นข้อบังคับทั่วประเทศ

นอกจากมาตรการคุมเข้มการใช้รถ รัฐบาลยังเตรียมมาตรการเยียวยาควบคู่กันไป เช่นงบประมาณเพิ่มเติม 25 ล้านล้านวอน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันพุ่งสูง รวมถึงการพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

ปัจจุบัน เกาหลีใต้นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 70% ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการหยุดชะงักของอุปทาน ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung Electronics และ SK Group ได้เริ่มขานรับนโยบายโดยรณรงค์ให้พนักงานลดการใช้รถส่วนตัว ส่วนเหล่านักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงต่างเริ่มโพสต์ภาพการใช้ระบบขนส่งสาธารณะและจักรยานผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่ประชาชน

...

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังระบุเพิ่มเติมว่า การบังคับใช้กับภาคเอกชนยังไม่มีการตัดสินใจขั้นเด็ดขาดในขณะนี้ โดยเจ้าหน้าที่จะประเมินสภาวะการจัดหาพลังงานและปัจจัยทางเศรษฐกิจในวงกว้างอย่างรอบคอบก่อนดำเนินมาตรการใดๆ.


ที่มา Yonhap / Reuters