ชาวอเมริกันนับล้านคนทั่วประเทศรวมตัวประท้วงใหญ่ "โน คิงส์" (No Kings) ครั้งที่ 3 ทั่วสหรัฐฯ แสดงพลังต้านนโยบายรัฐบาล "โดนัลด์ ทรัมป์" ทั้งประเด็นสงครามในอิหร่าน การกวาดล้างผู้อพยพ และค่าครองชีพพุ่งสูง ขณะที่ทำเนียบขาวตอกกลับเป็นแค่ "กลุ่มบำบัดอาการคลั่งต้านทรัมป์"
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานการประท้วงครั้งใหญ่ภายใต้ชื่อแคมเปญ "No Kings" ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ในหลายเมืองทั่วสหรัฐอเมริกา เพื่อคัดค้านการบริหารงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยกลุ่มผู้จัดงานระบุว่า ทรัมป์กำลังพยายามปกครองประเทศเยี่ยงทรราช และย้ำว่าอำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของ "คนที่มีอำนาจ"
บรรยากาศการประท้วงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ฝูงชนจำนวนมหาศาลรวมตัวกันที่อนุสรณ์สถานลินคอล์นและเนชันแนล มอลล์ มีการเผาหุ่นจำลองของทรัมป์ และรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ พร้อมเรียกร้องให้มีการถอดถอนและจับกุม
ส่วนที่รัฐมินนิโซตากลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยิงพลเมืองอเมริกันเสียชีวิต 2 รายเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมี บรูซ สปริงสทีน ศิลปินระดับตำนานขึ้นเวทีร้องเพลง "Streets of Minneapolis" เพื่อประท้วงการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่
ด้านนครนิวยอร์ก ย่านไทม์สแควร์และมิดทาวน์ถูกปิดตายเนื่องจากปริมาณผู้ประท้วงที่ล้นหลาม ซึ่งในการประท้วงครั้งก่อนเมื่อเดือนตุลาคม เคยมีผู้เข้าร่วมชุมนุมสูงถึง 100,000 คน
นับตั้งแต่กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวในเดือนมกราคม 2025 ทรัมป์ได้ขยายอำนาจประธานาธิบดีอย่างกว้างขวางผ่านคำสั่งฝ่ายบริหาร ทั้งการยุบหน่วยงานรัฐบาลกลาง การส่งกองกำลังเนชันแนลการ์ดลงพื้นที่แม้ผู้ว่าการรัฐจะคัดค้าน รวมถึงการสั่งให้กระทรวงยุติธรรมดำเนินคดีกับศัตรูทางการเมือง
...
โฆษกทำเนียบขาวออกมาตอบโต้การชุมนุมครั้งนี้ว่า เป็นเพียง "กลุ่มบำบัดอาการคลั่งต้านทรัมป์" และกล่าวว่าผู้ที่ให้ความสนใจมีเพียงแค่นักข่าวที่รับเงินมาทำข่าวเท่านั้น ขณะที่ตัวทรัมป์เองเคยให้สัมภาษณ์ผ่านฟ็อกซ์นิวส์ ว่าเขาไม่ใช่ "Kings" และสิ่งที่ทำไปก็เพื่อฟื้นฟูประเทศที่กำลังวิกฤต
ทั้งนี้ การชุมนุม “No Kings” ครั้งก่อนในเดือนตุลาคม มีผู้เข้าร่วมทั่วประเทศเกือบ 7 ล้านคน ขณะที่หลายรัฐมีการระดมเจ้าหน้าที่กองกำลังรักษาชาติเพื่อดูแลความสงบ แม้ผู้จัดจะยืนยันว่าการชุมนุมเป็นไปโดยสันติ
การประท้วง "No Kings" ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ขยายตัวในเมืองใหญ่ แต่ยังลามไปถึงเมืองเล็กๆ และรวมถึงกลุ่มชาวอเมริกันในต่างแดนอย่าง ปารีส, ลอนดอน และลิสบอน ที่ออกมาชูป้ายประณามผู้นำสหรัฐฯ ว่าเป็น "ฟาสซิสต์" และ "อาชญากรสงคราม" อีกด้วย.
ที่มา BBC