ฮ่องกงยกระดับกฎหมายความมั่นคง ให้อำนาจตำรวจสามารถขอรหัสผ่านมือถือ-คอมพิวเตอร์ผู้ต้องสงสัยได้ หากขัดขืนมีโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี และปรับสูงสุดราว 4 แสนบาท
รัฐบาลฮ่องกงประกาศใช้ข้อบังคับใหม่ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (NSL) ซึ่งให้อำนาจตำรวจสามารถบังคับให้ผู้ต้องสงสัยละเมิดกฎหมายความมั่นคง "บอกรหัสผ่าน" โทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบได้ในทันที
ผู้ที่ปฏิเสธไม่ให้ความร่วมมือหรือไม่ยอมบอกรหัสผ่าน อาจต้องเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี และปรับเป็นเงินสูงสุดถึง 100,000 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 421,000 บาท นอกจากนี้ หากบุคคลใดจงใจให้ข้อมูลที่เป็นเท็จหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงต่อเจ้าหน้าที่ อาจได้รับโทษหนักถึงขั้นจำคุกสูงสุด 3 ปี
ข้อบังคับใหม่นี้ถูกประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาในวันนี้ (23 มี.ค.) โดยเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งนอกจากจะให้อำนาจตำรวจในการขอรหัสผ่านแล้ว ยังมีการเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถยึดทรัพย์สินหรือวัตถุใด ๆ ที่พิจารณาแล้วว่า "มีเจตนาปลุกระดม" (Seditious intention) ได้อีกด้วย
นายจอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เป็นผู้ประกาศความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้โดยใช้อำนาจบริหารก้าวข้ามขั้นตอนปกติของสภานิติบัญญัติ โดยยืนยันว่า การแก้ไขกฎหมายนี้เป็นไปเพื่อรับประกันว่า "กิจกรรมที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติจะถูกป้องกันและปราบปรามได้อย่างทันท่วงที" พร้อมทั้งยืนยันว่าสิทธิและผลประโยชน์ตามกฎหมายของประชาชนจะยังคงได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่เริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2020 ภายหลังเหตุการณ์ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ในปี 2019 ยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยฝ่ายที่เห็นต่างมองว่ากฎหมายนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดผู้เห็นต่างทางการเมือง เนื่องจากมีการนิยามขอบเขตความผิดไว้กว้างขวางเกินไป ทั้งการแบ่งแยกดินแดน การล้มล้างการปกครอง และการสมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังต่างชาติ โดยในบางคดีอาจมีการพิจารณาคดีแบบลับอีกด้วย
...
นับตั้งแต่กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ มีนักเคลื่อนไหวและอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายค้านถูกจับกุมแล้วหลายร้อยราย โดยล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายจิมมี่ ไหล เจ้าพ่อสื่อยักษ์ใหญ่เพิ่งถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปี ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติและเผยแพร่เนื้อหาปลุกระดม
และในเดือนเดียวกันยังมีผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายฉบับนี้อีกราย คือบิดาของนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยรายหนึ่งที่กำลังลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ โดยเขาถูกศาลสั่งจำคุกเพียงเพราะพยายามจะเบิกเงินจากกรมธรรม์ประกันภัยให้กับลูกสาวของตัวเอง เนื่องจากทางการฮ่องกงมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทำธุรกรรมทางการเงินเพื่อประโยชน์ต่อผู้ต้องหาคดีความมั่นคงที่กำลังหลบหนี.
ที่มา: BBC