นักวิจัยชี้มีความเป็นไปได้สูงว่าขีปนาวุธแพทริออตที่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดในย่านที่พักอาศัยของบาห์เรน เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ถูกยิงจากฐานของสหรัฐฯ เพื่อสกัดโดรนของอิหร่าน ไม่ได้เกิดจากการโจมตีของอิหร่านโดยตรง ขณะรัฐบาลยืนยันสกัดโดรนอิหร่านได้ แต่ยังไร้หลักฐานชัดเจน
นักวิจัยเผยผลวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมและวิดีโอหลักฐาน ชี้ขีปนาวุธสกัดกั้น "แพทริออต" ที่ดำเนินการโดยกองทัพสหรัฐฯ อาจเป็นสาเหตุของเหตุระเบิดเหนือย่านที่พักอาศัยในบาห์เรน เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้มีพลเรือนบาดเจ็บกว่า 30 ราย และบ้านเรือนพังเสียหายยับเยิน
จากเหตุระเบิดสะเทือนขวัญเมื่อก่อนรุ่งสางของวันที่ 9 มีนาคม ในย่านมาฮัซซา (Mahazza) บนเกาะซิตรา ประเทศบาห์เรน ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์สงครามกับอิหร่านที่ตึงเครียด ผลการวิเคราะห์ล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ของสถาบัน Middlebury Institute of International Studies ระบุด้วยความมั่นใจในระดับ "ปานกลางถึงสูง" ว่า ขีปนาวุธที่ก่อเหตุถูกยิงมาจากฐานยิงแพทริออตของสหรัฐฯ ซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 7 กิโลเมตร
แม้รัฐบาลบาห์เรนและสหรัฐฯ จะออกมากล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของโดรนจากอิหร่านที่โจมตีย่านชุมชน แต่ทางบาห์เรนเพิ่งยอมรับเป็นครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า "มีขีปนาวุธแพทริออตเข้ามาเกี่ยวข้องจริง" โดยอ้างว่าแพทริออตสามารถสกัดกั้นโดรนอิหร่านได้กลางอากาศ และความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเพียงผลกระทบจากการระเบิดกลางอากาศ ไม่ใช่การตกกระแทกพื้นโดยตรง
อย่างไรก็ตาม รายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า ทั้งบาห์เรนและสหรัฐฯ ยังไม่มีการนำหลักฐานมายืนยันว่ามีโดรนอิหร่านอยู่ในจุดเกิดเหตุจริง ในขณะที่นักวิจัยระบุว่าร่องรอยความเสียหายบนพื้นดินและการวิเคราะห์วิถีขีปนาวุธจากวิดีโอโซเชียลมีเดีย บ่งชี้ไปในอีกทิศทางหนึ่งคือ "ขีปนาวุธแพทริออตอาจทำงานผิดพลาดหรือระเบิดเองกลางอากาศ" จนทำให้หัวรบและเชื้อเพลิงที่เหลืออยู่ตกลงใส่บ้านเรือนประชาชน
...
ศาสตราจารย์เจฟฟรีย์ ลูอิส และทีมวิจัย ระบุว่าวิถีของขีปนาวุธลูกที่สองที่ปรากฏในคลิปวิดีโอมีความลาดต่ำและผิดเพี้ยนไปจากลูกแรก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของปัญหาทางเทคนิค พร้อมย้ำว่าหากเป็นการพยายามสกัดกั้นโดรนในระดับต่ำเหนือย่านชุมชนจริง ถือเป็นการกระทำที่ "ขาดความรับผิดชอบ" เพราะเป็นอันตรายต่อชีวิตพลเรือนอย่างมาก
บาห์เรนเป็นที่ตั้งของกองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ 1 ใน 5 ของโลก โดยในคืนเกิดเหตุ โรงกลั่นน้ำมันในพื้นที่ใกล้เคียงถูกโจมตีโดยอิหร่านจริง จนต้องประกาศเหตุสุดวิสัยในเวลาต่อมา แต่ระบบป้องกันภัยทางอากาศกลับไม่สามารถสกัดกั้นการโจมตีที่โรงกลั่นได้
ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังไม่มีการตอบรับต่อข้อซักถามในประเด็นนี้โดยตรง ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวระบุเพียงว่า สหรัฐฯ กำลังเร่งทำลายขีดความสามารถในการผลิตโดรนและขีปนาวุธของอิหร่าน และยืนยันว่ากองทัพสหรัฐฯ "ไม่เคยตั้งเป้าหมายไปที่พลเรือน"
เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงความเสี่ยงของการใช้ขีปนาวุธราคาแพงและมีอานุภาพทำลายล้างสูงมาใช้สกัดกั้นโดรนราคาถูกในเขตชุมชน ซึ่งอาจนำมาซึ่งความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของพันธมิตร มากกว่าที่จะเป็นการปกป้อง.
ที่มา REUTERS