รัฐบาลรัสเซียออกแนวทางปฏิบัติใหม่ด้านสาธารณสุข สั่งให้แพทย์ส่งตัวผู้หญิงที่ปฏิเสธการมีบุตรเข้าพบนักจิตวิทยาคลีนิกเพื่อ "ปรับทัศนคติ" หลังอัตราการเกิดในประเทศวิกฤตหนักแตะระดับต่ำสุดในรอบ 200 ปี ท่ามกลางภาวะสงครามที่ยืดเยื้อ
รัฐบาลรัสเซียออกแนวทางด้านสาธารณสุขฉบับใหม่ กำหนดให้ผู้หญิงที่ไม่ต้องการมีบุตร ถูกส่งต่อเข้ารับคำปรึกษากับนักจิตวิทยาคลีนิก เพื่อส่งเสริมทัศนคติเชิงบวกต่อการมีบุตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามแก้ไขวิกฤตประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง
แนวทางดังกล่าวมาจากกระทรวงสาธารณสุข โดยระบุว่า ในการตรวจสุขภาพด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ แพทย์จะสอบถามจำนวนบุตรที่ผู้หญิงต้องการมี หากคำตอบที่ได้รับคือ "ศูนย์" หรือไม่มีความประสงค์จะมีบุตร แพทย์จะได้รับคำแนะนำให้ส่งตัวคนไข้รายนั้นเข้ารับการปรึกษาจาก "นักจิตวิทยาคลีนิก" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ "สร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการมีบุตร" ซึ่งแนวทางนี้ได้รับความเห็นชอบตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และเริ่มมีการเผยแพร่ผ่านสื่อของรัฐในสัปดาห์นี้
ประธานาธิบดีวลาดีเมียร์ ปูติน ซึ่งปกครองรัสเซียมานานกว่า 25 ปี แสดงความกังวลอย่างมากต่อปัญหาประชากรลดลง โดยเขาระบุว่านี่คือ "เรื่องของความอยู่รอดของชาติ" และเคยเตือนในปี 2024 ว่ารัสเซียอาจเผชิญกับภาวะ "สูญพันธุ์" หากไม่สามารถยกระดับอัตราการเกิดได้
ปัจจุบัน อัตราการเกิดของรัสเซียอยู่ที่ประมาณ 1.4 ต่อผู้หญิงหนึ่งคน ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 200 ปี และต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ 2.1 ซึ่งนักประชากรศาสตร์ระบุว่าเป็นระดับที่จำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพของจำนวนประชากร
ปัญหานี้ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา หลังจากรัสเซียส่งชายฉกรรจ์หลายแสนคนไปประจำการในแนวหน้าของสงครามยูเครน ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนประชากรวัยเจริญพันธุ์อย่างหนัก
...
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลรัสเซียได้ดำเนินมาตรการทางกฎหมายอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นการเกิด เช่น การคุมเข้มการทำแท้ง โดยปรับปรุงกฎระเบียบให้ทำแท้งได้ยากขึ้น รวมถึงการออกกฎหมายให้การโฆษณาหรือเผยแพร่แนวคิด "การไม่มีลูก" เป็นเรื่องผิดกฎหมาย และการเชิดชูครอบครัวที่มีลูกมากให้เป็นวีรบุรุษของชาติ พร้อมมอบสวัสดิการและเงินช่วยเหลือมหาศาล
นโยบายการส่งพบนักจิตวิทยานี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามครั้งล่าสุดของทางการรัสเซียในการแทรกแซงพื้นที่ส่วนตัวของพลเมือง เพื่อแก้ปัญหายุทธศาสตร์ระดับชาติที่กำลังสั่นคลอนอนาคตของรัสเซีย.
ที่มา AFP