รายงานประจำปีจากหน่วยงานข่าวกรองสหรัฐฯ ชี้ชัด จีนยังไม่มีแผนบุกไต้หวันในปี 2027 ตามที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยมุ่งเน้นการควบคุมเกาะด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่สงคราม ขณะที่รัฐบาลทรัมป์เดินเกมสองด้าน ทั้งการลดระดับความตึงเครียดผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัวกับ "สี จิ้นผิง" ควบคู่ไปกับการอนุมัติขายอาวุธมูลค่ามหาศาลให้ไต้หวัน

รายงานสถานการณ์ภัยคุกคามระดับโลกประจำปีของหน่วยงานข่าวกรองสหรัฐฯ ระบุว่า แม้จีนจะมีการซ้อมรบทางทหารรอบเกาะไต้หวันอย่างต่อเนื่อง แต่ในปัจจุบันผู้นำจีนยังไม่มีแผนที่จะใช้กำลังทหารบุกยึดไต้หวันภายในปี 2027 ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน 

รายงานระบุว่า "จีนยังคงพยายามที่จะบรรลุการรวมชาติโดยไม่ใช้กำลังหากเป็นไปได้" และหน่วยงานข่าวกรองประเมินว่าจีน "ยังไม่มีตารางเวลาที่แน่นอน" ในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว แม้ว่ากองทัพจีนจะมีความคืบหน้าในการพัฒนาขีดความสามารถทางทหารอย่างต่อเนื่องก็ตาม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงท่าทีลดความสำคัญของความเสี่ยงในช่องแคบไต้หวัน โดยอ้างถึงความสัมพันธ์อันดีกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และระบุว่าผู้นำจีนได้ยืนยันกับเขาว่าจะไม่มีการโจมตีไต้หวันในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์เพิ่งอนุมัติขายอาวุธล็อตใหญ่ให้ไต้หวันมูลค่าสูงถึง 11,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับปักกิ่ง

ด้านญี่ปุ่นมีความกังวลว่า ทรัมป์อาจยอมอ่อนข้อในประเด็นไต้หวันเพื่อแลกกับข้อตกลงทางการค้ากับจีน โดยเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นบางส่วนหวั่นเกรงว่าท่าทีดังกล่าวจะยิ่งทำให้จีนฮึกเหิมมากขึ้น

นอกจากนี้ รายงานข่าวกรองยังระบุถึงความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น หลังจากที่นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น เคยระบุว่าญี่ปุ่นอาจตอบโต้ทางทหารหากจีนโจมตีไต้หวัน ซึ่งมีรายงานว่าทรัมป์ได้เตือนเธอเป็นการส่วนตัวว่าอย่าทำให้ความขัดแย้งทางการทูตกับจีนบานปลาย โดยรายงานฉบับนี้มองว่าคำพูดของผู้นำญี่ปุ่นเป็นการ "เปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญ" ซึ่งอาจสร้างความไม่สบายใจให้กับญี่ปุ่น ก่อนหน้าที่นางทาคาอิจิเดินทางเยือนทำเนียบขาวในวันพฤหัสบดีนี้

...

รายงานสรุปว่า จีนจะยังคงใช้การกดดันในหลายมิติ ซึ่งคาดว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นตลอดปี 2026 โดยมีเป้าหมายเพื่อลงโทษญี่ปุ่นและข่มขู่ประเทศอื่นๆ ไม่ให้แสดงตัวเข้าแทรกแซงวิกฤตการณ์ในช่องแคบไต้หวัน

ขณะที่สำนักงานตัวแทนไต้หวันในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ยืนยันว่า ไต้หวันจะยังคงเฝ้าระวังอย่างสูงสุด เนื่องจากจีนไม่เคยประกาศสละสิทธิ์ในการใช้กำลังทหาร และการปฏิบัติการใน "พื้นที่สีเทา" ของจีนยังคงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสันติภาพในภูมิภาค.


ที่มา Reuters