องค์การอนามัยโลกเตรียมรับมือสถานการณ์เลวร้ายสุด หากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล อิหร่าน ปะทุสู่วิกฤตนิวเคลียร์ เตือนผลกระทบอาจยืดเยื้อเป็นทศวรรษ

วันที่ 19 มีนาคม 2569 นางฮานัน บัลคี ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization-WHO) เปิดเผยว่า องค์การอนามัยโลกและเจ้าหน้าที่สหประชาชาติกำลังเฝ้าระวังความเสี่ยงของ "สถานการณ์เลวร้ายที่สุด" จากสงครามในตะวันออกกลาง หากความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ และ อิสราเอล กับ อิหร่าน ลุกลามไปสู่เหตุการณ์นิวเคลียร์ 

พร้อมกันนี้ ยืนยันว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเตรียมความพร้อมรับมืออย่างใกล้ชิดโดยองค์การอนามัยโลกและเจ้าหน้าที่สหประชาชาติกำลังติดตามผลกระทบจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างต่อเนื่อง พร้อมเฝ้าระวังภัยคุกคามจากรังสี หรืออุบัติเหตุนิวเคลียร์ทุกรูปแบบ

นางบัลคีกล่าวว่า สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดคือเหตุการณ์นิวเคลียร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์การอนามัยโลกกังวลมากที่สุด แม้จะเตรียมพร้อมเพียงใด ก็ไม่อาจป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภูมิภาค และอาจลุกลามไปทั่วโลกโดยผลกระทบอาจยาวนานหลายทศวรรษ โดยองค์การอนามัยโลกกำลังเตรียมรับมือในความหมายกว้างของ "เหตุการณ์นิวเคลียร์" ทั้งการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ หรือการใช้อาวุธนิวเคลียร์ แม้จะย้ำว่ายังหวังอย่างยิ่งว่าจะไม่เกิดขึ้นจริง

ขณะเดียวกัน รายงานขององค์การอนามัยโลระบุว่า ตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว สหรัฐฯ ประสานงานกับอิสราเอลโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านในหลายพื้นที่ รวมถึงฟอร์โดว์ อิสฟาฮาน และนาทานซ์ และยังคงโจมตีต่อเนื่องหลังเปิดฉากปฏิบัติการรอบใหม่เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

...

แม้จนถึงขณะนี้ยังไม่พบรายงานการปนเปื้อนของกัมมันตรังสีในภูมิภาค แต่องค์การอนามัยโลกเตือนว่า หากเกิดเหตุขึ้นจริง จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพ ทั้งการบาดเจ็บเฉียบพลันต่อปอดและผิวหนัง เพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็ง และปัญหาสุขภาพจิตในระยะยาว พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์ภัยพิบัติเชอร์โนบิล ในยูเครน และระเบิดนิวเคลียร์ที่ ฮิโรชิมา และ นางาซากิ ของญี่ปุ่น.

ที่มา Politico