กัมพูชาหันมานำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์และมาเลเซียมากขึ้น หลังจากเวียดนามและจีนเริ่มจำกัดการส่งออก เนื่องจากผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางกระทบต่อการขนส่งน้ำมันโลก
เมื่อ 18 มี.ค. 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกัมพูชาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า กัมพูชากำลังนำเข้าเชื้อเพลิงจากผู้ผลิตในสิงคโปร์และมาเลเซียเพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยส่วนต่างที่ขาดหายไปจากการที่เวียดนามและจีนจำกัดการจัดส่ง ในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลและอิหร่าน กระทบต่อการขนส่งและราคาน้ำมันทั่วโลก
นายแก้ว โรตตะนัก (Keo Rottanak) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เผยว่า ปั๊มน้ำมันประมาณ 1 ใน 3 จากทั้งหมด 6,300 แห่งทั่วประเทศ ปิดตัวลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจากความไม่แน่นอนเรื่องผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่มีต่อราคาเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันปั๊มส่วนใหญ่ได้กลับมาเปิดให้บริการแล้ว และเหลือเพียงร้อยละ 5.77 เท่านั้นที่ยังคงปิดอยู่
ก่อนหน้านี้ เวียดนามและจีนประกาศจำกัดการส่งออกเชื้อเพลิงไปจนถึงอย่างน้อยสิ้นเดือนมีนาคม เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนภายในประเทศ ขณะที่ประเทศไทยซึ่งเป็นเพื่อนบ้านได้สั่งห้ามส่งออกน้ำมันให้กัมพูชามาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 หลังเกิดการปะทะกันบริเวณชายแดน และยังไม่มีการกลับมาส่งมอบเชื้อเพลิงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ศูนย์การค้าระหว่างประเทศ (ITC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้องค์การสหประชาชาติและองค์การการค้าโลกระบุว่า ในปี 2567 กัมพูชานำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากไทยและเวียดนามคิดเป็น 60% ของการนำเข้าทั้งหมดใน 1 ปี ขณะที่อีก 30% มาจากสิงคโปร์และมาเลเซีย และอีก 7% มาจากจีน
นายแก้วกล่าวว่า กัมพูชากำลังเร่งเพิ่มการนำเข้าจากสิงคโปร์และมาเลเซียเนื่องจากมีการจำกัดการส่งออกจากที่อื่น “เรายังคงสามารถนำเข้าจากจีนได้บ้างเล็กน้อย แต่เนื่องจากเรามีพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับผู้ผลิตระดับโลกอย่าง “โททัล” และ “เชฟรอน” (Chevron) พวกเขาจึงสามารถช่วยบรรเทาความเสี่ยงบางส่วนลงได้”
...
ข้อมูลจาก “เคปเลอร์” (Kpler) บริษัทวิเคราะห์ตลาดพลังงานระบุว่า การส่งออกน้ำมันเบนซินและดีเซลจากทั้งสองประเทศ (สิงคโปร์และมาเลเซีย) ไปยังกัมพูชาในช่วง 18 วันแรกของเดือนมีนาคม สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วถึง 25% แต่ในช่วง 18 วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์กลับน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 40%
นายแก้วระบุว่า กัมพูชาไม่มีโรงกลั่นน้ำมันเป็นของตนเอง และภายใต้สถานการณ์ปกติ กัมพูชามีปริมาณสำรองน้ำมันดีเซล น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ก๊าซหุงต้ม (LPG) และน้ำมันเบนซิน สำหรับใช้งานได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน
“ในขณะนี้เรายังไม่สามารถป้องกันผลกระทบได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ปริมาณน้ำมันที่ไหลเข้ามาในขณะนี้ดูเหมือนว่าจะยังเพียงพอสำหรับช่วงเวลานี้” นายแก้วกล่าว
นายแก้วบอกอีกว่า ในเดือนนี้รัฐบาลกัมพูชาได้เปิดการเจรจาเบื้องต้นกับบริษัท วูดไซด์ เอนเนอร์จี (Woodside Energy) ของออสเตรเลีย เพื่อจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซแห่งแรกของกัมพูชา ที่คาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ในปีหน้า โดยเสริมว่าการจัดหาทรัพยากรจากออสเตรเลียจะช่วยป้องกันความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : cna