รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศเริ่มระบายน้ำมันจากคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ หลังองค์การพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA เห็นชอบให้ประเทศสมาชิกระบายสต็อกน้ำมันเพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่รัฐบาลยืนยันยังไม่มีแผนส่งกองกำลังป้องกันตนเองทางเรือไปช่วยสหรัฐฯ คุ้มกันเส้นทางเดินเรือ
รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศผ่านราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการว่าได้เริ่มกระบวนการลดระดับการสำรองน้ำมันของประเทศลง ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อมติขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงอันเนื่องมาจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง
นายมิโนรุ คิฮาระ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น ระบุว่าญี่ปุ่นจะระบายน้ำมันสำรองจากภาคเอกชนออกมาในปริมาณที่เท่ากับการบริโภคภายในประเทศเป็นเวลา 15 วัน ขณะที่นายเรียวเซ อากาซาวะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม เสริมว่าการระบายน้ำมันในระยะแรกจะเน้นไปที่คลังสำรองของภาคเอกชนก่อนจะเริ่มใช้คลังสำรองของรัฐบาล
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่มีคลังสำรองน้ำมันขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีน้ำมันสำรองรวมกว่า 400 ล้านบาร์เรล (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม) ซึ่งเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศนานถึง 254 วัน
IEA ระบุว่าสมาชิกทั่วโลกตกลงที่จะปล่อยน้ำมันสำรองรวมกันถึง 271.7 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นการตอบสนองครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยแผนการดำเนินการระบุว่า ประเทศสมาชิกในแถบ เอเชียและโอเชียเนีย จะเริ่มระบายน้ำมันสู่ตลาดทันที ส่วนในภูมิภาคอเมริกาและยุโรปจะเริ่มดำเนินการในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้
ในประเด็นด้านความมั่นคง รัฐบาลญี่ปุ่นแสดงจุดยืนชัดเจนต่อคำร้องขอของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้พันธมิตรรวมถึงญี่ปุ่น ส่งเรือรบไปช่วยคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากอิหร่านสั่งปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าวเพื่อตอบโต้สงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล
...
นายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงต่อรัฐสภาว่า "ในสถานการณ์ปัจจุบัน เรายังไม่มีการพิจารณาสั่งการปฏิบัติการความมั่นคงทางทะเลใดๆ" ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ที่ระบุว่าเธอยังไม่ได้รับคำร้องขออย่างเป็นทางการจากทรัมป์ และย้ำว่าการตัดสินใจใดๆ ต้องยึดถือผลประโยชน์ของญี่ปุ่นและกรอบกฎหมายภายในประเทศเป็นสำคัญ พร้อมยอมรับว่าการส่งกองกำลังป้องกันตนเองไปปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศนั้นเป็นเรื่องที่ "ยากลำบากอย่างยิ่งในทางกฎหมาย" เนื่องจากขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับปี 1947 ที่เน้นสันติภาพ
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก แต่กลับมีความเปราะบางด้านพลังงานสูงมาก เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 95% และน้ำมันกว่า 70% ของญี่ปุ่นต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
การที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานของญี่ปุ่น ทำให้รัฐบาลต้องเร่งระบายน้ำมันสำรองเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในขณะที่ต้องหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางทหารในระดับสากล.
ที่มา AFP