เกาหลีเหนือทดสอบระบบยิงจรวดหลายลำกล้องขนาด 600 มม. ที่สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้ หลังเกาหลีใต้ตรวจพบการยิงขีปนาวุธหลายลูกลงสู่ทะเลตะวันออก โดย "คิม จอง อึน" และบุตรสาวตรวจเยี่ยมการทดสอบ พร้อมส่งสัญญาณเตือนศัตรูในระยะยิง 420 กิโลเมตรให้ตระหนักถึงอานุภาพทำลายล้าง

สื่อของทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า เกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบระบบยิงจรวดหลายลำกล้องที่สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้ หลังจากเกาหลีใต้ตรวจพบการยิงขีปนาวุธพิสัยไกลประมาณ 10 ลูกเมื่อวันก่อนหน้า การทดสอบดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากกองกำลังสหรัฐฯ และเกาหลีใต้เริ่มการซ้อมรบประจำฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นจนถึงวันที่ 19 มีนาคม

สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ เคซีเอ็นเอ รายงานว่า การทดสอบเมื่อวันเสาร์ (14 มี.ค.) มีนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือเป็นผู้ควบคุม โดยใช้ระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง หรือ MRLS ที่มีความแม่นยำสูง ขนาดลำกล้อง 600 มิลลิเมตร จำนวน 12 เครื่อง พร้อมกำลังจากหน่วยปืนใหญ่สองกองร้อย

รายงานระบุว่า จรวดที่ยิงออกไปสามารถโจมตีเป้าหมายบนเกาะแห่งหนึ่งในทะเลตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งอยู่ห่างออกไปมากกว่า 360 กิโลเมตร ขณะที่ระบบอาวุธดังกล่าวมีพิสัยโจมตีราว 420 กิโลเมตร

นายคิมกล่าวว่า การทดสอบครั้งนี้ทำให้ศัตรูที่อยู่ในพิสัยโจมตีรับรู้ถึงพลังทำลายล้างของอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี และสร้างความไม่สบายใจให้กับฝ่ายตรงข้าม พร้อมยกย่องระบบยิงจรวดดังกล่าวว่าเป็น "อาวุธที่อันตรายถึงชีวิต แต่ทรงพลัง"

ภาพที่เผยแพร่โดยสื่อทางการแสดงให้เห็นจรวดหลายลูกถูกยิงขึ้นจากยานพาหนะขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันยังมีภาพนายคิม จอง อึน ยืนชมการทดสอบพร้อมกับบุตรสาว คิม จู แอ ซึ่งปรากฏตัวต่อสาธารณะบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา และถูกมองว่าอาจเป็นทายาททางการเมืองในอนาคต

...

ด้านคณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ระบุว่า ได้ตรวจพบการยิงอาวุธหลายครั้งจากเกาหลีเหนือไปยังทะเลตะวันออก หรือทะเลญี่ปุ่นเมื่อวันเสาร์ ขณะที่ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็น “การยั่วยุที่ละเมิดมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ” พร้อมเรียกร้องให้เกาหลีเหนือยุติการกระทำดังกล่าวทันที

การทดสอบอาวุธครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังนายคิม มิน ซอก นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เห็นว่าการพบปะกับผู้นำเกาหลีเหนืออาจเป็นเรื่องที่ดี รัฐบาลทรัมป์ยังพยายามผลักดันการรื้อฟื้นการเจรจาระดับสูงกับเกาหลีเหนือในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยมีความเป็นไปได้ที่จะจัดการประชุมสุดยอดกับนายคิม จอง อึน ภายในปีนี้ อาจเกิดขึ้นระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่งของทรัมป์ในช่วงปลายเดือนมีนาคม

อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนือยังคงมีท่าทีระมัดระวังต่อข้อเสนอการเจรจา แม้นายคิมจะกล่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า สหรัฐฯ และเกาหลีเหนืออาจ "อยู่ร่วมกันได้" หากสหรัฐฯ ยอมรับสถานะประเทศนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

การทดสอบจรวดครั้งนี้ยังถูกมองว่าเป็นการตอบโต้การซ้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ภายใต้ชื่อปฏิบัติการ "ฟรีดอม ชิลด์" ซึ่งมีทหารเกาหลีใต้เข้าร่วมประมาณ 18,000 นาย และจะดำเนินต่อไปจนถึงวันที่ 19 มีนาคม

นักวิเคราะห์จากสถาบันเกาหลีเพื่อการรวมชาติระบุว่า รูปแบบการยิงอาวุธของเกาหลีเหนือมีความสอดคล้องกับกำหนดการซ้อมรบของพันธมิตร ซึ่งสะท้อนว่าระบบอาวุธดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือยับยั้งทางนิวเคลียร์และการแสดงแสนยานุภาพทางทหาร

ก่อนหน้านี้ คิม โย จอง น้องสาวของผู้นำเกาหลีเหนือ ได้ออกมาเตือนว่าการซ้อมรบร่วมดังกล่าวอาจนำไปสู่ "ผลลัพธ์ที่เลวร้ายเกินคาดคิด" พร้อมระบุว่าการฝึกทหารเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่โครงสร้างความมั่นคงโลกกำลังสั่นคลอนและสงครามเกิดขึ้นในหลายภูมิภาค

นอกจากนี้ เปียงยางยังประณามการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอลว่าเป็น "การรุกรานที่ผิดกฎหมาย" และเป็นหลักฐานถึงพฤติกรรมของสหรัฐฯ ที่เกาหลีเหนือเรียกว่าเป็นรัฐนอกกฎหมาย

ขณะเดียวกัน เกาหลีเหนือยังทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือพิฆาต “โช ฮยอน” ของกองทัพเรือเมื่อไม่นานมานี้ โดยอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนการติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ให้กับกองทัพเรือของประเทศ.