โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความเรียกร้องให้ออสเตรเลียอนุมัติให้นักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านลี้ภัยในประเทศ หวั่นถูกประหารชีวิตหากกลับไปอิหร่าน และว่าหากออสเตรเลียไม่รับสหรัฐฯ จะรับไว้เอง
เมื่อ 9 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เรียกร้องให้ทางการออสเตรเลียอนุญาตให้ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านลี้ภัยในประเทศ หลังจากนักฟุตบอล 5 คนต้องออกจากโรงแรมที่พักของทีม ระหว่างการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย (Women’s Asian Cup) ในออสเตรเลีย
“ออสเตรเลียกำลังทำผิดพลาดครั้งใหญ่ในด้านมนุษยธรรม หากปล่อยให้ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านถูกบังคับให้กลับประเทศ ซึ่งพวกเธอมีโอกาสสูงที่จะถูกสังหาร อย่าทำแบบนั้นเลยท่านนายกรัฐมนตรี ให้สิทธิลี้ภัยแก่พวกเธอเถอะ สหรัฐฯ จะรับพวกเธอไว้เองหากคุณไม่ทำ” ทรัมป์ระบุ
โพสต์ของทรัมป์มีขึ้นท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ยับยั้งการเดินทางออกจากออสเตรเลียของเหล่านักเตะสาว เนื่องจากเกรงว่าพวกเธอจะถูกประหารหากกลับไปถึงอิหร่าน หลังจากในการแข่งขันนัดแรกเมื่อสัปดาห์ก่อน บรรดานักเตะต่างยืนสงบนิ่งในช่วงที่มีการเปิดเพลงชาติอิหร่าน โดยไม่อธิบายเหตุผล แต่กลุ่มเคร่งศาสนาหัวรุนแรงในอิหร่านตีความว่าเป็นสัญญาณของการทรยศชาติ
แหล่งข่าวบอกกับ CNN Sports ว่า เหล่านักเตะถูกบังคับให้ร้องเพลงชาติก่อนการแข่งขันนัดที่สองเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และในวันอาทิตย์ก่อนเกมที่พวกเธอพ่ายแพ้ให้กับฟิลิปปินส์ 2-0 พวกเธอก็ได้ร้องเพลงชาติอีกครั้งพร้อมกับทำท่าวันทยหัตถ์แบบทหาร
หลังการแข่งนัดสุดท้ายเมื่อวันอาทิตย์จบลงด้วยความพ่ายแพ้ บรรดากองเชียร์ต่างพากันรุมล้อมรถบัสของทีม พร้อมกับตะโกนบอกตำรวจให้ "ช่วยเด็กๆ ของพวกเราด้วย" ในขณะที่รถเคลื่อนตัวออกไป
...
ฮาดี คาริมี นักรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนและสมาชิกชุมชนชาวอิหร่านในออสเตรเลียกล่าวว่า บรรดากองเชียร์ที่อยู่ด้านนอกรถบัสเห็นได้อย่างชัดเจนว่า มีนักเตะอย่างน้อย 3 คนที่อยู่ข้างในรถ พยายามส่งสัญญาณมือสากลเพื่อขอความช่วยเหลือ
ต่อมา มีรายงานว่าสมาชิกในทีม 5 คนเดินทางออกจากโรงแรมที่พักในออสเตรเลียแล้ว และขณะนี้อยู่ในความดูแลของตำรวจอย่างปลอดภัย ซึ่งนายคาริมีกล่าวเพิ่มเติมว่า ยังคงมีความหวังว่านักเตะคนอื่นๆ จะตามไปสมทบกับเพื่อนร่วมทีมอีก 5 คนที่อยู่กับตำรวจในขณะนี้ พร้อมกับเสริมว่ามันเป็น "ข่าวที่น่ายินดีอย่างยิ่ง" ที่มีนักเตะบางส่วนสามารถหนีออกมาได้แล้ว
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : cnn