เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงลามเผาวอดอาคารสไตล์วิกตอเรียนเก่าแก่หน้าสถานีรถไฟกลางกลาสโกว์ ส่งผลให้อาคารบางส่วนพังถล่มลงมา ท่ามกลางการระดมกำลังนักดับเพลิงกว่า 60 นายเข้าควบคุมสถานการณ์ ทางการสั่งปิดสถานีรถไฟที่พลุกพล่านที่สุดของสกอตแลนด์ทันที กระทบผู้โดยสารนับหมื่นในเช้าวันจันทร์
เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่บริเวณอาคารอนุรักษ์ระดับ B สไตล์วิกตอเรียน บนถนนยูเนียน ซึ่งตั้งอยู่ติดกับทางเข้าสถานีรถไฟกลางกลาสโกว์ เมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (8 มี.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้อาคารประวัติศาสตร์อายุกว่า 170 ปีพังถล่มลงมาบางส่วน
หน่วยดับเพลิงและกู้ภัยสกอตแลนด์ ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 15.45 น. โดยต้นเพลิงเริ่มจากร้านขายบุหรี่ไฟฟ้า ก่อนที่เปลวเพลิงจะโหมกระหน่ำและลุกลามอย่างรวดเร็วไปทั่วอาคาร 4 ชั้น จนกระทั่งช่วงค่ำส่วนยอดโดมบริเวณหัวมุมตึกได้พังถล่มลงมาต่อหน้าฝูงชนที่เฝ้าสังเกตการณ์ ท่ามกลางกลุ่มควันดำหนาทึบที่พวยพุ่งออกมาจากตัวอาคารเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 60 นาย พร้อมรถดับเพลิง 15 คัน รวมถึงรถกระเช้าสูงและทีมกู้ภัยทางน้ำ ถูกระดมกำลังเข้าสกัดเพลิงตลอดทั้งคืน เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
ร้านค้าชื่อดังในอาคารดังกล่าว อาทิ ร้านกาแฟ "Sexy Coffee" และร้านทำผม "Willow" ออกมาแถลงด้วยความโศกเศร้าว่าธุรกิจของพวกเขาถูกไฟเผาทำลายจนหมดสิ้น ขณะที่โรงแรม Voco Grand Central ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณสถานีต้องอพยพแขกผู้เข้าพักทั้งหมดไปยังโรงแรมอื่นในเมืองเพื่อความปลอดภัยด้านการคมนาคม
บริษัทรถไฟแห่งชาติประกาศปิดสถานีกลางกลาสโกว์ ซึ่งเป็นสถานีที่พลุกพล่านที่สุดในสกอตแลนด์อย่างไม่มีกำหนด โดยในวันจันทร์นี้จะไม่มีขบวนรถไฟเข้า-ออกในชั้นบน ส่วนชั้นล่างรถไฟจะวิ่งผ่านโดยไม่จอดรับส่งผู้โดยสาร ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเส้นทางเดินรถไปยังลอนดอน, ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์
...
แถลงการณ์จากรัฐบาลนายจอห์น สวินนีย์ มุขมนตรีแห่งสกอตแลนด์ แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่เกิดเหตุและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด ขณะที่หน่วยงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน เตรียมเข้าตรวจสอบความเสียหายของตัวสถานีอย่างละเอียดอีกครั้งในช่วงเช้าวันจันทร์
อาคารที่เกิดเหตุ หรือที่รู้จักในชื่อ "ยูเนียน คอร์เนอร์" (Union Corner) ก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1851 ซึ่งมีความเก่าแก่กว่าตัวสถานีรถไฟกลางที่เปิดใช้งานในปี ค.ศ. 1879 การสูญเสียครั้งนี้จึงถือเป็นการสูญเสียมรดกทางสถาปัตยกรรมครั้งสำคัญของเมืองกลาสโกว์.
ที่มา BBC