สงครามภูมิภาคตะวันออกกลางปะทุเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง อิหร่านระดมยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และคูเวตอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดสนามบินนานาชาติคูเวตถูกโดรนโจมตีจนต้องสั่งลดการผลิตน้ำมันเพื่อความปลอดภัย ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เผยสถิติถูกถล่มยับด้วยขีปนาวุธกว่า 200 ลูกนับตั้งแต่เริ่มสงคราม
ทางการของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับรายงานเหตุโจมตีระลอกใหม่เมื่อวันอาทิตย์ (8 มี.ค.) มีรายละเอียดความเสียหายในหลายจุดสำคัญ โดยกองทัพคูเวตระบุว่าได้ส่งกำลังตอบโต้ "ฝูงโดรนศัตรู" ที่รุกล้ำน่านฟ้าที่มีเป้าหมายหลักคือถังเก็บเชื้อเพลิง ณ ท่าอากาศยานนานาชาติคูเวต ซึ่งถือเป็นการพุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญโดยตรง แรงระเบิดและเศษซากจากการสกัดกั้นส่งผลให้สิ่งอำนวยความสะดวกภาคพลเรือนได้รับความเสียหาย และบริษัทน้ำมันแห่งชาติพิจารณาสั่งลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบเพื่อเป็นการเฝ้าระวัง
นอกจากนั้นยังเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ได้ลุกลามไปทั่วอาคารสูงแห่งหนึ่งในกรุงคูเวตซิตี้เมื่อช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ โดยสาเหตุของเพลิงไหม้ยังไม่แน่ชัด โดยเชื่อว่าเป็นการโจมตีจากโดรนของอิหร่าน แรงระเบิดและเปลวไฟได้ลุกไหม้โครงสร้างของอาคารอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างมาก
ส่วนที่ซาอุดีอาระเบีย กระทรวงกลาโหมรายงานว่าสามารถสกัดกั้นโดรนได้ 15 ลำ ซึ่งบางส่วนพุ่งเป้าไปที่ ย่านสถานทูตในกรุงริยาด นอกจากนี้ยังทำลายขีปนาวุธ 3 ลูกที่มุ่งหน้าไปยัง ฐานทัพอากาศเจ้าชายสุลต่าน ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองกำลังสหรัฐฯ และโดรนอีก 17 ลำเหนือแหล่งน้ำมันเชย์บาห์ทางตะวันออกเฉียงใต้
ขณะที่กาตาร์ กระทรวงกลาโหมเผยว่าเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (7 มี.ค.) ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธนำวิถี 10 ลูก และขีปนาวุธครูซ 2 ลูกที่ยิงมาจากอิหร่าน แต่ส่วนใหญ่ถูกสกัดไว้ได้และไม่มีผู้เสียชีวิต และเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินที่คับคั่งที่สุดในโลก ต้องหยุดให้บริการชั่วคราวหลังพบวัตถุปริศนาถูกสกัดกั้นใกล้พื้นที่สนามบิน มีรายงานเสียงระเบิดดังสนั่นและกลุ่มควันหนาทึบพวยพุ่งใกล้กับอาคารผู้โดยสาร โดยทางการดูไบยืนยันว่ามีชาวปากีสถานเสียชีวิต 1 รายจากเศษซากขีปนาวุธที่ถูกสกัดกั้นกลางอากาศ
...
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ กลายเป็นประเทศที่ตกเป็นเป้าหมายหนักที่สุด โดยกระทรวงกลาโหมเปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยพบขีปนาวุธนำวิถี จำนวน 221 ลูก โดรนโจมตีมากกว่า 1,300 ลำ ส่วนเป้าหมายที่ถูกโจมตีไปแล้ว เช่น สนามบินอาบูดาบี, โครงการปาล์ม จูไมราห์, โรงแรมหรูเบิร์จ อัล อาหรับ และสถานกงสุลสหรัฐฯ ในดูไบ
แม้ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีอิหร่านจะออกมากล่าวขอโทษชาติอ่าวอาหรับต่อการโจมตีก่อนหน้า แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา หัวหน้าฝ่ายตุลาการของอิหร่านกลับประกาศกร้าวว่า "การโจมตีจะดำเนินต่อไป" ในพื้นที่ของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับที่ยินยอมให้ "ศัตรู" ที่สื่อถึงสหรัฐฯ เข้าใช้พื้นที่หรือมีสิ่งอำนวยความสะดวกตั้งอยู่
ด้านประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด บิน ซายิด อัล นาห์ยาน แห่งยูเออี ได้แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจว่า ขณะนี้ประเทศกำลังอยู่ใน "สภาวะสงคราม" แต่เชื่อมั่นว่าเอมิเรตส์จะก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม ขณะที่ประเทศบาห์เรนรายงานว่าจนถึงขณะนี้สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธได้แล้ว 92 ลูก และโดรน 151 ลำ จากการที่พวกเขาเรียกว่าเป็น "การรุกรานที่ป่าเถื่อนจากอิหร่าน".
ที่มา AFP