ผู้นำแคนาดาออกมาเรียกร้องให้สหราชอาณาจักร ถอดถอนอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ออกจากลำดับการสืบสันตติวงศ์ หลังเขาถูกสอบสวนคดีประพฤติมิชอบโดยเกี่ยวข้องกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน

เมื่อ 7 มี.ค. 2569 นายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ แห่งแคนาดา ได้ออกมาเรียกร้องให้ถอดถอน แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ หรือ อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ออกจากลำดับการสืบสันตติวงศ์ของราชวงศ์อังกฤษ หลังจากเขาเผชิญกับข่าวอื้อฉาวมากมายที่เกี่ยวข้องกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ล่วงลับ และถูกตัดสินความผิดคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

เมื่อเดือนก่อน แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ ถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัยว่า ประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่การงาน หลังจากอีเมล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแฟ้มคดีเอปสตีน ที่รัฐบาลสหรัฐฯ เผยแพร่ออกมาแฉว่า แอนดรูว์แบ่งปันข้อมูลลับให้กับนายเอปสตีน ในตอนที่อดีตเจ้าชายผู้นี้ดำรงตำแหน่งทูตการค้าของสหราชอาณาจักร

ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวในกรุงโตเกียว คาร์นีย์กล่าวว่าเขาคิดว่าการกระทำที่ “น่ารังเกียจ” ของอดีตดยุคแห่งยอร์ก ควรส่งผลให้เขาถูกถอดถอนออกจากลำดับการสืบสันตติวงศ์ และว่า “แม้ว่าเขาจะอยู่ในลำดับที่ค่อนข้างไกล แต่หลักการสำคัญในเรื่องนี้ยังคงต้องยึดถือไว้”

ปัจจุบัน อดีตเจ้าชายแอนดรูว์ยังคงอยู่ในลำดับที่ 8 ของการสืบสันตติวงศ์ แม้จะถูกถอดถอนฐานันดรศักดิ์ไปเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน ท่ามกลางแรงกดดันเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับเอปสตีน

กระแสเรียกร้องให้ถอดถอนแอนดรูว์ออกจากลำดับการสืบสันตติวงศ์เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียได้แจ้งต่อ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ ของสหราชอาณาจักรว่า รัฐบาลของเขาจะสนับสนุนแผนการดังกล่าว หากอังกฤษตัดสินใจดำเนินการ

...

แอนโทนี อัลบาเนซี กล่าวกับเซอร์ เคียร์ ว่า “ผมเขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อยืนยันว่ารัฐบาลของผมจะเห็นชอบต่อข้อเสนอใดก็ตามที่จะถอดถอนเขาออกจากลำดับการสืบสันตติวงศ์ ... สิ่งเหล่านี้เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง และชาวออสเตรเลียให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก”

ทางด้าน คริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ก็ได้ขานรับคำเรียกร้องของอัลบาเนซี โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “บรรทัดฐานสำคัญคือ ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และเมื่อการสอบสวนสิ้นสุดลง หากรัฐบาลสหราชอาณาจักรตัดสินใจถอดถอนเขาออกจากลำดับการสืบสันตติวงศ์ นั่นคือสิ่งที่เราพร้อมจะสนับสนุน”


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : bbc