สถาบันวิจัยด้านยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ เผยค่าใช้จ่ายในการทำสงครามโจมตีอิหร่านในช่วง 100 ชั่วโมงแรก สูงถึง 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.18 แสนล้านบาท) หรือเกือบ 900 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ขณะที่ค่าใช้จ่ายจำนวนมากไม่ได้อยู่ในงบประมาณเดิม และอาจสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลสหรัฐฯ
ผลวิจัยล่าสุดจากศูนย์ยุทธศาสตร์และสากลศึกษา (CSIS) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองในสหรัฐฯ เปิดเผยว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล ต่ออิหร่าน ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาลถึง 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.18 แสนล้านบาท) เฉพาะในช่วง 100 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการ หรือเฉลี่ยสูงถึง 891.4 ล้านดอลลาร์ต่อวัน (ประมาณ 28,390 ล้านบาท)
มาร์ก แคนเซียน และ คริส พาร์ค นักวิจัย ระบุว่าค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่หรือประมาณ 3,500 ล้านดอลลาร์ เป็นงบประมาณที่ "ไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า" ซึ่งจะกลายเป็นความท้าทายทางการเมืองครั้งใหญ่ของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจต้องขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจากสภาคองเกรสในเร็วๆ นี้
รายงานระบุว่า ค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์นี้เกิดจากการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหนและระบบอาวุธล้ำสมัย โดยในช่วง 100 ชั่วโมงแรก สหรัฐฯ ได้ใช้ยุทโธปกรณ์ไปมากกว่า 2,000 รายการ และคาดว่าต้องใช้งบประมาณถึง 3,100 ล้านดอลลาร์ เพื่อจัดหาอาวุธมาเติมในคลังให้คงเดิม
นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ออกมายืนยันว่า การโจมตีอิหร่าน "กำลังจะยกระดับความรุนแรงขึ้นอย่างมาก" โดยจะมีการเพิ่มฝูงบินขับไล่ ขีดความสามารถด้านการป้องกัน และเพิ่มความถี่ในการทิ้งระเบิดให้มากขึ้น
เหล่านักวิเคราะห์มองว่า งบประมาณสงครามที่ไม่อยู่ในแผนนี้จะกลายเป็น "จุดศูนย์กลางของการต่อต้านสงคราม" เนื่องจากชาวอเมริกันกำลังเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของความขัดแย้ง นอกจากนี้ยังสร้างรอยร้าวในกลุ่มฐานเสียง "America First" ของทรัมป์ ที่เคยให้สัญญาไว้ในช่วงหาเสียงว่าจะไม่นำพาประเทศเข้าสู่ "สงครามในต่างแดน" ซึ่งสถานการณ์นี้ต่างจากปฏิบัติการในเวเนซุเอลาที่นำไปสู่การจับกุมนายประเทศนิโกลัส มาดูโร ก่อนหน้านี้ เนื่องจากปฏิบัติการครั้งนั้นมีการวางแผนงบประมาณไว้รองรับเกือบทั้งหมด
...
นอกจากมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้ว สงครามครั้งนี้ยังสร้างความสูญเสียทางชีวภาพอย่างมหาศาล โดยสภาเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่านระบุว่า นับตั้งแต่การทิ้งระเบิดเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. มีผู้เสียชีวิตในอิหร่านแล้วอย่างน้อย 1,332 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กอย่างน้อย 181 ราย ตามข้อมูลขององค์การยูนิเซฟ
ขณะที่ในเลบานอน มียอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 123 ราย ส่วนฝั่งสหรัฐฯ มีทหารเสียชีวิตแล้ว 6 นาย ในอิสราเอลเสียชีวิต 11 ราย และมีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 9 รายในกลุ่มประเทศอาหรับแถบอ่าวเปอร์เซีย.
ที่มา Al Jazeera