สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ยังไม่มีทีท่าจะยุติลงง่ายๆ แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะคาดการณ์ว่าอาจยุติภายใน 4 สัปดาห์ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเกมการเมืองโลก สงครามครั้งนี้จะกระทบเงินในกระเป๋าเราอย่างไร และเราควรรับมือกับมันในระดับครัวเรือนแบบไหน

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ เวลา ยิ่งสงครามลากยาว ผลกระทบจะยิ่งทวีความรุนแรงตามลำดับ

ช่วง 1 เดือนแรก: เราจะเริ่มรู้สึกว่าของแพงขึ้น แต่ยังพอประคองตัวไปได้

ช่วง 1-3 เดือน: แรงกดดันด้านรายจ่ายจะเริ่มชัดเจนจนต้องดึงเงินออมออกมาใช้

หากเกิน 3 เดือน: นี่คือสภาวะ "เจ็บจริง" ที่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย

แน่นอนว่า กลไกที่จะวิ่งเข้าหาเราก่อนเพื่อนคือ ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม หากราคาน้ำมันดิบ Brent ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐ ติดต่อกันหลายสัปดาห์ จะส่งผลให้ราคาดีเซลและเบนซินพุ่งสูงขึ้น และจะกระทบต่อค่าเดินทางและต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคทันที

ตามมาด้วย "ค่าไฟฟ้า" เพราะไทยใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าสูง หากก๊าซ LNG จากกาตาร์มีราคาแพงขึ้น ค่า FT รอบถัดไปย่อมปรับขึ้น 5-15 เปอร์เซ็นต์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะกลายเป็นโดมิโนไปสู่ภาวะ "เงินเฟ้อ" ที่ทำให้ราคาสินค้าปรับตัวขึ้นทั้งระบบ

หากสถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นมีการปิดช่องแคบฮอร์มุสจนเรือน้ำมันสัญจรไม่ได้ หรือราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 120-150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยอาจรุนแรงกว่าที่คิด

ประการแรกๆ คือ เศรษฐกิจถดถอย GDP อาจหายไป 1-1.5 เปอร์เซ็นต์ และการท่องเที่ยวอาจชะลอตัวลง 10-20 เปอร์เซ็นต์

ความผันผวนทางการเงิน อาจทำให้ตลาดหุ้นปรับลดลง 15-25 เปอร์เซ็นต์ จากเงินทุนไหลออกและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าอย่างรวดเร็ว

...

ต่อมาคือ กับดัก Stagflation นี่คือจุดที่น่ากลัวที่สุด เมื่อเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งจะทำให้ภาคครัวเรือนลำบากที่สุดในรอบหลายปี

อย่างไรก็ดี วิกฤตครั้งนี้อาจไม่ใช่ ต้มยำกุ้งปี 2540 หรือโควิด-19 ปี 2562 แต่ก็ต้องใช้สติในการรับมือ อย่างเช่น การสำรองเงินสด โดยกันเงินสำรองไว้อย่างน้อย 3-6 เดือนเพื่อรับความไม่แน่นอน

การจัดการหนี้ โดยระวังหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง และอย่าเพิ่งสร้างภาระหนี้ใหม่ในช่วงนี้

ลดรายจ่ายพลังงาน ด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ไฟและน้ำมันให้คุ้มค่าที่สุด

สุดท้ายคือ คุมสติ อย่ารีบเทขายสินทรัพย์เพียงเพราะความตระหนกจากข่าวสงคราม

การอยู่รอดในภาวะนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการประหยัดเงิน แต่คือการประหยัดทรัพยากรเพื่อให้เรามีสายป่านที่ยาวพอจะผ่านพ้นวิกฤต ดังคำสอนของ “อาเม้ง” จากโครงการรวมพลังหาร 2 ที่เตือนใจเราไว้ได้อย่างเห็นภาพว่า

“ป.ปลานั้นหายาก ต้องลำบากออกเรือไป

ขนส่งจากแดนไกล ใช้น้ำแข็งเปลืองน้ำมัน

แช่เย็นก็เสียไฟ หุงต้มไซร้ ก๊าซทั้งนั้น

พลังงานต้องหมดกัน โอ้ลูกหลาน จำจงดี