ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เผยเหตุผลในการนำสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามอิหร่านไปคนละทิศทาง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนักจากทั้งฝ่ายเดโมแครตและกลุ่มอนุรักษนิยมที่สนับสนุนทรัมป์เอง ว่าเป็น "สงครามที่เลือกเอง" และอาจถูกอิสราเอลจูงจมูก
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญกับแรงกดดันครั้งใหม่ในการชี้แจงเหตุผลที่เขาสั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ เข้าร่วมกับอิสราเอลในการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยคำแถลงล่าสุดของเขามีความขัดแย้งกับข้อมูลของนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ให้ไว้เพียงหนึ่งวันก่อนหน้า
เมื่อวันจันทร์ (2 มี.ค.) นายมาร์โก รูบิโอ ระบุว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้องเปิดฉากโจมตีก่อนเพราะเกรงว่าอิหร่านจะทำการตอบโต้อิสราเอลที่มีแผนโจมตีอิหร่านอยู่แล้ว "เราทราบดีว่าอิสราเอลจะลงมือ และสิ่งนั้นจะกระตุ้นให้อิหร่านโจมตีกองกำลังอเมริกัน หากเราไม่ชิงลงมือก่อน เราจะต้องสูญเสียกำลังพลมากกว่านี้"
อย่างไรก็ตาม ในวันอังคารที่ผ่านมา (3 มี.ค.) ระหว่างการเข้าพบกับนายฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ณ ห้องรูปไข่ ประธานาธิบดีทรัมป์กลับปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่าอิสราเอลเป็นฝ่ายกดดันสหรัฐฯ โดยระบุว่าเป็นความเชื่อส่วนตัวของเขาเองว่าอิหร่านกำลังจะโจมตีก่อน "ผมอาจจะเป็นฝ่ายกดดันพวกเขา (อิสราเอล) เองด้วยซ้ำ... ในความเห็นของผม พวกคนบ้าเหล่านั้น (อิหร่าน) กำลังจะเปิดฉากโจมตีเราก่อน ถ้าเราไม่ทำ พวกเขาก็ทำอยู่ดี ผมเชื่อมั่นอย่างนั้น"
ความสับสนในข้อมูลของรัฐบาลทำให้กลุ่มสนับสนุนทรัมป์เริ่มออกมาแสดงความไม่พอใจ อาทิ แมตต์ วอลช์ นักวิเคราะห์ชื่อดังที่ตั้งคำถามว่า สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่สงครามเพียงเพราะอิสราเอลบีบบังคับใช่หรือไม่ ขณะที่ เมจิน เคลลี่ ระบุว่าหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐฯ คือการดูแลคนอเมริกัน ไม่ใช่ดูแลอิหร่านหรืออิสราเอล และสงครามครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็น "สงครามของอิสราเอล" อย่างชัดเจน
...
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเปิดเผยว่า ก่อนการโจมตีจะเริ่มขึ้น นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษสหรัฐฯ และนายจาเร็ด คุชเนอร์ ตัวแทนจากสหรัฐฯ ได้พยายามเจรจาให้อิหร่านยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่นครเจนีวา แต่อิหร่านกลับเสนอแผนที่จะเพิ่มการเสริมสมรรถนะให้สูงขึ้นไปอีก ทำให้ฝ่ายสหรัฐฯ มองว่าอิหร่านกำลังใช้เมคนิคการประวิงเวลาเพื่อพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
แม้ตัวแทนจะรายงานทรัมป์ว่าอาจเป็นไปได้ที่จะทำข้อตกลงนิวเคลียร์ คล้ายกับสมัยรัฐบาลบารัก โอบามาในปี 2015 แต่ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน ทรัมป์จึงตัดสินใจสั่งการโจมตีในวันถัดมาทันที
ปัจจุบัน ทำเนียบขาวกำลังเร่งทำ "Damage Control" เพื่อควบคุมสถานการณ์ความเชื่อมั่น ท่ามกลางการสู้รบทางอากาศระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ที่ดำเนินมาเป็นวันที่สี่แล้ว โดยอิหร่านยังคงยืนกรานว่าการโจมตีของสหรัฐฯ ในครั้งนี้เป็นการกระทำที่ปราศจากการยั่วยุ.
ที่มา Reuters