การเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ไม่ได้เป็นเพียงเหตุความสูญเสียครั้งใหญ่ แต่กำลังถูกมองว่าเป็นความพยายามฆ่าล้างยุคสมัย ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านที่ดำรงมา 47 ปี
นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งประเมินว่า เป้าหมายที่แท้จริงในการสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อาจไม่ใช่เรื่องของการกำจัดตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการล้างโครงสร้างอำนาจทั้งระบบ
โดยไตรตา พาร์ซี จาก Quincy Institute ในกรุงวอชิงตัน ระบุว่า อิสราเอลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสังหารคาเมเนอี เพราะมองว่านี่คือโอกาสที่จะปิดฉากยุค 47 ปีของสาธารณรัฐอิสลาม
แม้ผู้นำสูงสุดอาจไม่ใช่ผู้กำหนดยุทธวิธีทางทหารทุกขั้นตอนในช่วงหลัง แต่สัญลักษณ์ ของการลอบสังหารมีนัยทางจิตวิทยาและการเมืองอย่างลึกซึ้ง
พาร์ซีมองว่า ความหวังของสหรัฐฯ และอิสราเอล คือให้แรงกระแทกครั้งนี้ทำให้ระบอบอิหร่านยุบตัวจากภายใน ทั้งจากแรงกดดันจากกองทัพ หรือแรงลุกฮือของประชาชน
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความว่า การเสียชีวิตของคาเมเนอีคือโอกาสครั้งใหญ่ที่สุดที่ชาวอิหร่านจะได้ประเทศคืน
โดยพาร์ซีตั้งข้อสังเกตว่า สหรัฐฯ อาจหวังให้ออกมาเป็น 2 ทาง คือหนึ่ง ประชาชนลุกฮือโค่นล้มระบอบศาสนาธิปไตย หรือสอง ผู้นำชุดใหม่จากระบบเดิมเข้ามาแทน แต่มีท่าทีประนีประนอมกับวอชิงตันมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าสถานการณ์แบบที่สองไม่ค่อยมีความเป็นไปได้ เพราะแม้อิหร่านเคยเสนอข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ต่อทรัมป์มากกว่ายุคโอบามา แต่สุดท้ายสหรัฐฯ กลับเลือกแนวทางเผชิญหน้า นั่นอาจสะท้อนว่าเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่เพียงข้อตกลง แต่คือการยอมจำนนและการเปลี่ยนระบอบ
...
ด้านเอยาล มายรอซ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งซิดนีย์ (University of Sydney) ตั้งข้อสงสัยว่า การเปลี่ยนระบอบผ่านการโจมตีทางอากาศโดยไม่มีทหารภาคพื้นดินนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ และชะตากรรมของอิหร่านจะขึ้นอยู่กับกลุ่มอำนาจภายใน โดยเฉพาะกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม
ความเสี่ยงลุกลามระดับภูมิภาค
คาเมเนอีไม่ใช่เพียงผู้นำรัฐ แต่ยังเป็นผู้นำศาสนานิกายชีอะห์ที่มีอิทธิพลในหลายประเทศ ทั้งเลบานอน อิรัก บาห์เรน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และปากีสถาน
การเสียชีวิตของเขาอาจจุดชนวนแรงตอบโต้ในประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีกลุ่มติดอาวุธสายสัมพันธ์กับอิหร่าน เช่น ฮิซบอลเลาะห์
ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังเหตุการณ์ มีรายงานว่าอิหร่านยิงตอบโต้ฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศอ่าวอาหรับ ซึ่งเป็นเส้นแดง ที่ไม่เคยข้ามมาก่อน ทำให้นักวิเคราะห์คาดว่า ในระยะสั้นอาจเห็นการยกระดับความรุนแรงเพิ่มเติม
ใครจะสืบทอดอำนาจ?
ก่อนหน้านี้ หน่วยข่าวกรองกลางสหรัฐฯ ประเมินว่า ผู้สืบทอดอาจมาจากสายแข็งของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม
อย่างไรก็ตาม รายชื่อที่ปรากฏในสาธารณะอาจไม่ใช่ตัวจริง เพราะกระบวนการสืบทอดอำนาจถูกเก็บเป็นความลับสูง และอาจเป็นได้ทั้งการแต่งตั้งบุคคลเดียว หรือคณะผู้นำตามรัฐธรรมนูญอิหร่าน
ที่น่าสนใจคือ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่การเจรจานิวเคลียร์ยังดำเนินอยู่ และมีรายงานว่าอิหร่านได้เสนอเงื่อนไขผ่อนปรนบางส่วน นักวิเคราะห์จึงเตือนว่า ผู้นำคนใหม่อาจมีท่าทีแข็งกร้าวกว่าเดิม มากกว่าจะอ่อนข้อให้สหรัฐฯ
คำถามสำคัญคือ การสังหารคาเมเนอีจะทำให้ระบอบอิหร่านล่มสลาย หรือกลับยิ่งทำให้โครงสร้างความมั่นคงรวมศูนย์และแข็งกร้าวกว่าเดิม
หากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามเข้าควบคุมเต็มรูปแบบ อิหร่านอาจเดินหน้าสู่ยุคความมั่นคงเชิงทหารมากขึ้น และความสัมพันธ์กับตะวันตกอาจยิ่งห่างไกล
สิ่งที่ชัดเจนคือ เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสังหารผู้นำ แต่เป็นการเขย่าสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง และอาจกำหนดทิศทางภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาคไปอีกหลายทศวรรษ.
ที่มา : BBC
คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน