รัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรยืนยันว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาเรื่องการถอดอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ หลังเขาถูกจับกุมและสอบสวนในคดีประพฤติมิชอบในหน้าที่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 ก.พ. 2569 ว่า รัฐบาลสหราชอาณาจักรกำลังพิจารณาเสนอกฎหมายเพื่อ ถอดถอน แอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ ออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ หลังเขาเผชิญเรื่องอื้อฉาวทางเพศ และเพิ่งถูกจับข้อหาประพฤติมิชอบขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ อันเกี่ยวข้องกับนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ล่วงลับ

นายลุค พอลลาร์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งสหราชอาณาจักรให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว บีบีซี ว่า รัฐบาลกำลังร่วมมือกับพระราชวังบักกิงแฮมเรื่องแผนการดังกล่าว เพื่อขัดขวางไม่ให้อดีตเจ้าชายแอนดรูว์อยู่ในสถานะที่อาจได้ขึ้นครองราชย์ในทันทีทันใด

นายพอลลาร์ดกล่าวด้วยว่า “เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผมหวังว่าจะได้รับความสนับสนุนจากทุกพรรคการเมือง แต่เป็นเรื่องสมควรแล้วที่จะให้กระบวนการนี้เกิดขึ้นต่อเมื่อการสอบสวนของตำรวจสิ้นสุดลงเท่านั้น”

ด้านนายเจมส์ เมอร์เรย์ เลขานุการเอกกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า “คำถามใดๆ ในขอบข่ายนี้ค่อนข้างมีความซับซ้อน” พร้อมเสริมว่าควรปล่อยให้การสอบสวนของตำรวจที่กำลังดำเนินอยู่นั้น “ดำเนินไปตามขั้นตอนจนถึงที่สุดก่อน”

ในปัจจุบัน แอนดรูว์ซึ่งเป็นพระอนุชาของกษัตริย์ ยังคงอยู่ในลำดับที่ 8 ของการสืบสันตติวงศ์ แม้ว่าจะถูกถอดฐานันดรศักดิ์ต่าง ๆ รวมถึงคำนำหน้า "เจ้าชาย" เมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน ท่ามกลางกระแสกดดันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินผู้กระทำความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (19 ก.พ.) แอนดรูว์ถูกจับในข้อหาต้องสงสัยว่าประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่สาธารณะ ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในช่วงค่ำวันเดียวกัน หลังถูกควบคุมตัวนาน 11 ชั่วโมง โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด แต่อดีตเจ้าชายผู้นี้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและการกระทำผิดใด ๆ อย่างหนักแน่นมาโดยตลอด

...

ในวันเสาร์ (21 ก.พ.) มีผู้พบเห็นรถตำรวจไม่ติดตราสัญลักษณ์หลายคันแล่นเข้าไปใน รอยัล ลอดจ์ (Royal Lodge) ซึ่งเป็นที่พำนักขนาด 30 ห้องนอนในเมืองวินด์เซอร์ที่แอนดรูว์อาศัยอยู่มานานหลายปี และในช่วงหนึ่งของวันศุกร์ มีรถมากกว่า 20 คันจอดอยู่ในบริเวณที่พักดังกล่าว แต่ยังไม่แน่ชัดว่าเกี่ยวข้องกับการสอบสวนและการตรวจค้นหรือไม่

ทั้งนี้ การจะถอดถอนเชื้อพระวงศ์ออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ จำเป็นต้องตราเป็น พระราชบัญญัติ (Act of Parliament) ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและสภาขุนนาง (วุฒิสภา) และจะมีผลบังคับใช้เมื่อกษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้กฎหมาย

นอกจากนี้ ยังต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศในเครือจักรภพอีก 14 ประเทศที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ รวมถึงแคนาดา ออสเตรเลีย จาเมกา และนิวซีแลนด์ด้วย

ครั้งล่าสุดที่มีการเปลี่ยนแปลงลำดับการสืบราชสันตติวงศ์โดยพระราชบัญญัติคือในปี 2556 เมื่อ พระราชบัญญัติการสืบราชสันตติวงศ์ ค.ศ. 2013 (พ.ศ. 2556) ได้คืนสิทธิ์ให้กับเชื้อพระวงศ์ที่เคยถูกตัดสิทธิ์ออกไปก่อนหน้านี้เนื่องจากสมรสกับชาวคาทอลิก

กฎหมายดังกล่าวยังเป็นการสิ้นสุดระบบ "รัชทายาทบุรุษเป็นใหญ่" ซึ่งเดิมกำหนดให้พระโอรสองค์เล็กสามารถแซงหน้าพระธิดาองค์โตในการสืบราชสันตติวงศ์ได้ โดยกฎหมายใหม่นี้มีผลบังคับใช้กับผู้ที่ประสูติหลังวันที่ 28 ตุลาคม 2554 เป็นต้นไป

สำหรับครั้งล่าสุดที่มีการถอดถอนบุคคลออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์โดยพระราชบัญญัติคือในปี 2479 เมื่ออดีตพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 และผู้สืบเชื้อสายของพระองค์ถูกถอดถอนออกไป เนื่องจากการสละราชสมบัติ


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : bbc