นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวรอยเตอร์ ระบุสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเปราะบาง หลังทหารไทยยังรุกคืบวางตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนามในพื้นที่ทับซ้อน พร้อมวอนรัฐบาล "อนุทิน" ส่งคณะกรรมการ JBC ลงพื้นที่คลี่คลายความขัดแย้ง
นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต แห่งกัมพูชา เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (17 ก.พ.) ว่า กองทัพไทยยังคงวางกำลังยึดครองพื้นที่บางส่วนของกัมพูชา แม้จะมีการลงนามในข้อตกลงสันติภาพที่มีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยไปเมื่อปลายปีที่แล้วก็ตาม
ในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับสื่อต่างชาติครั้งแรกนับตั้งแต่รับตำแหน่งต่อจากบิดาในปี 2023 ฮุน มาเนต ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อร่วมประชุม "คณะกรรมการสันติภาพ" (Board of Peace) ของทรัมป์ ระบุว่าสถานการณ์บริเวณชายแดนยาว 817 กิโลเมตรยังคงอยู่ในสภาวะที่เปราะบาง
เขากล่าวหาว่าทหารไทยได้นำตู้คอนเทนเนอร์และรั้วลวดหนามมาวางไว้ในพื้นที่ที่ไทยเคยยอมรับว่าเป็นของกัมพูชา ส่งผลให้ชาวบ้านในพื้นที่ไม่สามารถกลับเข้าที่พักอาศัยได้ "นี่ไม่ใช่การใส่ร้าย แต่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ซึ่งเราไม่อาจยอมรับการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนได้"
ฮุน มาเนต เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งเดินหน้าการทำงานของคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) โดยเร็วที่สุดเพื่อใช้กลไกทางเทคนิคและสนธิสัญญาที่มีอยู่พิสูจน์ข้อเท็จจริง พร้อมระบุว่าก่อนหน้านี้ไทยมักอ้างเหตุผลเรื่องการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ทำให้การทำงานล่าช้า
เขากล่าวถึงรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้รับเลือกตั้งมาด้วยกระแสชาตินิยมจากปมขัดแย้งชายแดนว่า "ขณะนี้การเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว เราหวังว่าไทยจะเริ่มดำเนินการวัดพื้นที่และปักปันเขตแดนในจุดที่เป็นพื้นที่ขัดแย้ง เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ"
...
นอกเหนือจากประเด็นชายแดน นายกฯ กัมพูชายังได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญอื่นๆ โดยเขายืนยันว่ากัมพูชาไม่จำเป็นต้องเลือกข้างระหว่างสหรัฐฯ หรือจีน และยืนยันความโปร่งใสเรื่องฐานทัพเรือเรียมที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนว่าไม่มีอะไรปิดบัง
ส่วนในประเด็นแก๊งสแกมเมอร์ นายฮุน มาเนต ยอมรับว่ามีศูนย์เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์เกิดขึ้นจริงในกัมพูชา แต่รัฐบาลกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อกวาดล้างและร่างกฎหมายใหม่เพื่อจัดการปัญหานี้ โดยระบุว่านี่เป็นปัญหาระดับภูมิภาคที่ไม่ใช่แค่กัมพูชาประเทศเดียว
ขณะที่ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเสรีภาพสื่อ (อยู่อันดับ 161 จาก 180 ประเทศ) แต่เขามองว่าประชาธิปไตยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแสดงออกทางการเมือง แต่รวมถึงคุณภาพชีวิต การศึกษา และสาธารณสุขด้วย
การออกมาให้สัมภาษณ์ครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามของกัมพูชาในการปรับสมดุลความสัมพันธ์กับตะวันตกภายใต้การนำของผู้นำรุ่นใหม่ ขณะที่ความขัดแย้งกับไทยยังคงเป็นโจทย์หินที่รอการพิสูจน์ผ่านกลไกการทูตและเทคนิคต่อไป.
ที่มา Reuters