สาธุคุณ เจสซี แจ็กสัน ผู้นำการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองสหรัฐฯ ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งวิสัยทัศน์ทางศีลธรรมได้ปรับโฉมพรรคเดโมแครตและอเมริกาให้มีแนวคิดก้าวหน้ามากขึ้น ถึงแก่กรรมแล้วขณะมีอายุได้ 84 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สาธุคุณ เจสซี หลุยส์ แจ็กสัน ผู้นำการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองสหรัฐอเมริกา และหนึ่งในกระบอกเสียงของคนผิวดำที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประเทศ เสียชีวิตอย่างสงบแล้วเมื่อช่วงเช้าของวันอังคารที่ 17 ก.พ. 2569 ขณะมีอายุได้ 84 ปี

แจ็กสัน ซึ่งเป็นศาสนาจารย์นิกายแบปทิสต์ เป็นผู้นำการต่อสู้ด้านสิทธิพลเมืองมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 โดยเขาได้ร่วมเดินขบวนกับ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ และช่วยระดมทุนเพื่อสนับสนุนอุดมการณ์ดังกล่าว

“พ่อของเราเป็นผู้นำที่รับใช้ผู้อื่น ไม่เพียงแค่กับครอบครัวของเรา แต่ยังรวมถึงผู้ถูกกดขี่ ผู้ไร้เสียง และผู้ถูกมองข้ามทั่วโลก” ครอบครัวของแจ็กสันระบุในแถลงการณ์ประกาศข่าวมรณกรรม

“ความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ของเขาในเรื่องความยุติธรรม ความเท่าเทียม และความรัก ได้ยกระดับจิตใจของผู้คนนับล้าน และเราขอให้พวกคุณช่วยกันรำลึกถึงเขาด้วยการต่อสู้เพื่อคุณค่าที่เขาได้ยึดมั่นในการดำเนินชีวิตต่อไป” แถลงการณ์ระบุ

ครอบครัวแจ็กสันไม่ได้เปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตของเขา แต่สาธุคุณแจ็กสันเคยเปิดเผยเมื่อปี 2560 ว่าเขาป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน ซึ่งเป็นโรคความเสื่อมของระบบประสาท

รายงานข่าวระบุว่า เขาเคยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการของโรคอัมพาตเหนือแกนสมองชนิดลุกลาม (progressive supranuclear palsy) เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สาธุคุณแจ็กสัน เป็นนักพูดฝีปากกล้าและประสบความสำเร็จในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างประเทศมาแล้วมากมาย เขายังเป็นผู้ที่ช่วยขยายพื้นที่ให้กับชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันบนเวทีระดับชาติมานานกว่าหกทศวรรษด้วย

...

สาธุคุณแจ็กสันเคยเป็นคนผิวสีผู้โดดเด่นที่สุดที่ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในการชิงตำแหน่งผู้แทนพรรคเดโมแครตทั้ง 2 ครั้งก็ตาม จนกระทั่งนาย บารัค โอบามา กลายเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของสหรัฐฯ ในปี 2552

สาธุคุณแจ็กสันต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางเชื้อชาติในสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน และอยู่ในเหตุการณ์สำคัญหลายครั้ง รวมถึงเหตุการณ์ที่ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ถูกลอบสังหารที่เมืองเมมฟิสในปี 2511

อนึ่ง สาธุคุณแจ็กสัน เกิดเมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2484 ที่เมืองกรีนวิลล์ รัฐเซาท์แคโรไลนา โดยใช้ชื่อเกิดว่า เจสซี หลุยส์ เบิร์นส์ เป็นบุตรของแม่วัยรุ่นกับอดีตนักมวยอาชีพผู้หนึ่งซึ่งไม่ได้สมรสกัน ก่อนที่ในเวลาต่อมา เขาจะเปลี่ยนมาใช้นามสกุลของ ชาร์ลส์ แจ็กสัน พ่อเลี้ยงของเขา

แจ็กสันมีผลงานโดดเด่นในโรงเรียนมัธยมแบบแบ่งแยกเชื้อชาติที่เขาเรียนอยู่ และได้รับทุนการศึกษาสำหรับนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลที่มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ แต่ต่อมาได้ย้ายไปเรียนที่วิทยาลัยเกษตรและเทคนิคแห่งนอร์ทแคโรไลนา ซึ่งเป็นสถาบันที่นักศึกษาส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำ และได้รับปริญญาด้านสังคมวิทยาที่นั่น

ในปี 2503 แจ็กสันได้เข้าร่วมการ “นั่งประท้วง” ครั้งแรกในเมืองกรีนวิลล์ และต่อมาได้เข้าร่วมการเดินขบวนเรียกร้องสิทธิพลเมืองจากเซลมาไปยังมอนต์โกเมอรีในปี 2508 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ แกนนำนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองอเมริกันในขณะนั้นสังเกตเห็นเขา

ต่อมาแจ็กสันได้กลายเป็นผู้ไกล่เกลี่ยและทูตในแนวหน้าของเหตุการณ์ระหว่างประเทศที่สำคัญหลายครั้ง รวมถึงเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญในการยุติการแบ่งแยกเชื้อชาติในแอฟริกาใต้ และในช่วงทศวรรษที่ 90 เขาได้ดำรงตำแหน่งทูตพิเศษประจำแอฟริกาภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดี บิล คลินตัน

แจ็กสันยังเคยเดินทางไปยัง ซีเรีย อิรัก และเซอร์เบีย เพื่อทำภารกิจปล่อยตัวนักโทษชาวอเมริกัน

ในปี 2539 แจ็กสันก่อตั้งองค์กร Rainbow PUSH Coalition ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของคนผิวสี, คนผิวขาว, ชาวลาติน, ชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย, ชนพื้นเมืองอเมริกัน และกลุ่ม LGBTQ โดยมุ่งเน้นเรื่องการสร้างความยุติธรรมทางสังคมและการเคลื่อนไหวทางการเมือง

“ธงชาติของเรามีสีแดง ขาว และน้ำเงิน แต่ชาติของเราคือสายรุ้ง—สีแดง, สีเหลือง, สีน้ำตาล, สีดำ และสีขาว—และเราทุกคนต่างมีค่าในสายตาของพระเจ้า” แจ็กสันเคยกล่าวไว้

หนึ่งในวลีที่เป็นเอกลักษณ์ของแจ็กสันคือ “จงรักษาความหวังให้คงอยู่ต่อไป” (Keep hope alive) เขากล่าววลีนี้ซ้ำบ่อยมากจนบางคนเริ่มนำไปล้อเลียน แต่สำหรับเขาความหมายของมันไม่เคยลดน้อยลงเลย เขาเป็นแรงขับเคลื่อนเพื่อความยุติธรรมทางสังคมตลอดสามยุคสมัย คือ ยุคจิมโครว์ (การแบ่งแยกสีผิว), ยุคสิทธิพลเมือง และยุคหลังสิทธิพลเมือง ที่มาถึงจุดสูงสุดด้วยการได้รับเลือกตั้งของโอบามา และขบวนการ Black Lives Matter

วิสัยทัศน์ของแจ็กสันได้ปรับโฉมพรรคเดโมแครตให้มีแนวคิดก้าวหน้ามากขึ้น เขาเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกที่ให้ความสำคัญกับเสียงของกลุ่มรักร่วมเพศในการหาเสียง และเขายังพยายามอย่างเต็มที่ที่จะท้าทายการจัดลำดับความสำคัญของพรรคเดโมแครต ที่เคยมุ่งเน้นการหาเสียงจากคนผิวขาว, คนสายกลาง และชนชั้นกลางเท่านั้น


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : cna , cnn

...