ศาลจีนกำหนดบรรทัดฐานใหม่ ผู้ขับขี่ยังคงต้องรับผิดชอบ แม้มีเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ หลังเคยเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง และเหตุผู้ขับขี่ใช้ระบบอัตโนมัติอย่างไม่ถูกต้อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 14 ก.พ. 2569 ว่า ศาลสูงสุดของจีนมีคำพิพากษายืนยันว่า มนุษย์ที่อยู่ในรถยนต์พร้อมเทคโนโลยีช่วยขับขี่ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อยานพาหนะของตน โดยเป็นการกำหนดบรรทัดฐานทั่วประเทศ ในขณะที่ปักกิ่งกำลังวางตัวเองเป็นผู้กำหนดมาตรฐานในตลาดรถยนต์

ในคำพิพากษา ศาลได้อ้างถึงคดีเมื่อปีก่อน ที่ชายคนหนึ่งพึ่งพาเทคโนโลยีดังกล่าวบังคับให้รถวิ่ง ในขณะที่ตัวเองเมาและหลับอยู่หลังพวงมาลัย

ทั้งนี้ บริษัทเทคโนโลยีและผู้ผลิตรถยนต์ของจีนได้ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไปกับเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ ในการแข่งขันที่จะเอาชนะกันเอง ตลอดจนคู่แข่งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป

อย่างไรก็ตาม ปักกิ่งได้ดำเนินการกระชับกฎระเบียบด้านความปลอดภัยหลังจากเกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว

ศาลสูงสุดของจีนระบุใน “กรณีศึกษา” ที่ออกเมื่อวันศุกร์ (13 ก.พ.) ว่า ผู้ขับขี่ยังคงต้องรับผิดชอบในการรับรองความปลอดภัยบนท้องถนนหลังจากเปิดใช้งานฟังก์ชันช่วยขับขี่แล้ว

กรณีที่ศาลยกมาอ้างอิง คือคำพิพากษาเมื่อเดือนกันยายน 2568 ในมณฑลเจ้อเจียงทางตอนใต้ ซึ่งคนขับนามสกุล “หวัง” ถูกจำคุกและปรับจากการที่เขาพึ่งพาระบบช่วยขับขี่อย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่เขามึนเมา

ศาลระบุว่า นายหวังได้ติดตั้งอุปกรณ์เพื่อจำลองการจับที่พวงมาลัย ตั้งค่ารถให้ขับเคลื่อน จากนั้นก็หลับไปที่เบาะผู้โดยสาร ซึ่งเคราะห์ดีที่ในกรณีนี้ รถของเขาไปหยุดอยู่กลางถนน ก่อนที่ตำรวจจะไปพบเข้า

"ระบบช่วยขับขี่บนรถไม่สามารถทดแทนผู้ขับขี่ในฐานะผู้ขับขี่หลักได้" ศาลประชาชนสูงสุดระบุในคำพิพากษาเมื่อวันศุกร์ พร้อมเสริมว่า ผู้ขับขี่ "ยังคงเป็นผู้ที่ปฏิบัติภารกิจการขับขี่จริง และแบกรับความรับผิดชอบในการรับรองความปลอดภัยในการขับขี่"

...

คำพิพากษาของศาลสูงสุดนี้ทำให้เรื่องดังกล่าวกลายเป็นมาตรฐานทางกฎหมายทั่วประเทศ และศาลชั้นต้นต้องอ้างอิงคำพิพากษานี้เมื่อตัดสินคดีที่คล้ายคลึงกัน

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนได้เตือนผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำว่ากฎระเบียบด้านความปลอดภัยจะถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดมากขึ้น หลังเกิดอุบัติเหตุ รถพลังงานไฟฟ้ารุ่น SU7 ของบริษัท Xiaomi ชนกับเสาประตูกั้นคอนกรีตบนถนนที่กำลังมีการก่อสร้างในมณฑลอานฮุย เมื่อเดือนมีนาคม 2568 จนเกิดเพลิงลุกไหม้ทั้งคัน มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : cna