รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านเตือนว่า จะโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในตะวันออกกลาง หากวอชิงตันเปิดฉากโจมตีประเทศของพวกเขา

เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ก.พ. 2569 นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านเตือนว่า อิหร่านจะโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง หากถูกโจมตีโดยกองกำลังสหรัฐฯ ที่ระดมพลอยู่ในภูมิภาคนี้ พร้อมทั้งยืนยันว่าสิ่งนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นการโจมตีประเทศที่ให้ตั้งฐานทัพเหล่านั้น

“การโจมตีดินแดนของอเมริกาคงเป็นไปไม่ได้ แต่เราจะโจมตีฐานทัพของพวกเขาในภูมิภาคนี้” นายอารักชีกล่าว “เราจะไม่โจมตีประเทศเพื่อนบ้าน แต่เราจะโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในประเทศเหล่านั้น มันมีความแตกต่างกันมากระหว่างสองสิ่งนี้”

คำพูดของนายอารักชีที่ให้การสัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์อัลจาซีราของกาตาร์ เกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังจากเตหะรานและวอชิงตันให้คำมั่นว่าจะเจรจานิวเคลียร์ทางอ้อมต่อไป หลังทั้งสองฝ่ายระบุว่า การหารือที่ประเทศโอมานเมื่อวันศุกร์เป็นไปในเชิงบวก

แม้ว่าอารักชีกล่าวว่ายังไม่มีการกำหนดวันสำหรับการเจรจารอบต่อไป แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่าการเจรจาอาจเกิดขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์หน้า “เราและวอชิงตันเชื่อว่าควรจะจัดขึ้นในเร็วๆ นี้” อารักชีกล่าว

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์ขู่ว่าจะโจมตีอิหร่าน และเสริมกำลังกองทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเรียกร้องให้อิหร่านเลิกการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ซึ่งเป็นการกระทำที่อาจนำไปสู่การสร้างระเบิดนิวเคลียร์ ตลอดจนหยุดการพัฒนาขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic missile) และยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธทั่วภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม อิหร่านยืนยันมาตลอดว่า พวกเขาไม่ได้มีความตั้งใจที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และถึงแม้ว่าทั้งฝ่ายอิหร่านกับสหรัฐฯ ต่างแสดงความพร้อมที่จะรื้อฟื้นการทูตเกี่ยวกับข้อพิพาทนิวเคลียร์อันยาวนานนี้ แต่นายอารักชีก็ยืนกรานปฏิเสธที่จะขยายขอบเขตการเจรจาออกไปยังเรื่องอื่นๆ

...

“การหารือใดๆ จำเป็นต้องงดเว้นจากการขู่เข็ญและความกดดัน (เตหะราน) จะหารือเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์เท่านั้น... เราจะไม่หารือประเด็นอื่นใดกับสหรัฐฯ” นายอารักชีกล่าว

ฝ่ายอิหร่านระบุด้วยว่า พวกเขาต้องการให้สิทธิ์ในการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมของประเทศ ได้รับการยอมรับ และว่าหากพวกเขานำเรื่องโครงการขีปนาวุธเข้าสู่โต๊ะเจรจา มันอาจทำให้อิหร่านตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการโจมตีของอิสราเอลได้


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : cna