ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดตัวเว็บไซต์ TrumpRx.gov อย่างเป็นทางการ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงยาที่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ในราคาลดพิเศษ ถือเป็นนโยบายสำคัญในการผลักดันให้ราคายาในสหรัฐฯ ลดลง ท่ามกลางข้อกังวลเรื่องความคุ้มค่าและผลประโยชน์ต่อผู้มีประกัน
การเปิดตัวมีขึ้นที่ทำเนียบขาว โดยมี นพ.เมห์เมต ออซ ผู้บริหารศูนย์บริการ Medicare และ Medicaid และโจ เก็บเบีย ผู้ร่วมก่อตั้ง Airbnb เข้าร่วม ทรัมป์ระบุว่า โครงการนี้จะช่วยให้ประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายและมีสุขภาพที่ดีขึ้น
รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า รัฐบาลได้ลงนามในข้อตกลง "ประเทศที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง" (Most-favored Nation) กับ 16 บริษัทยายักษ์ใหญ่ของโลก โดยบริษัทเหล่านี้ตกลงที่จะลดราคายาให้กับโครงการสวัสดิการรัฐ (Medicaid) และผู้บริโภคที่จ่ายเงินสดผ่าน TrumpRx เพื่อแลกกับการได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากรัฐบาลสหรัฐฯ
ข้อตกลงดังกล่าวรวมถึง Eli Lilly และ Novo Nordisk ซึ่งตกลงลดราคายาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 เช่น Ozempic และ Wegovy ให้เหลือเฉลี่ยเดือนละ 149 ถึง 350 ดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมที่อาจสูงกว่า 1,000 ดอลลาร์ ขณะที่ Novo ระบุว่า Wegovy ชนิดเม็ด ซึ่งเพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนก่อน ยังจำหน่ายเฉพาะช่องทางตรงถึงผู้บริโภค ระหว่างรอการกำหนดความคุ้มครองจากบริษัทประกัน
ผู้บริหาร Novo Nordisk ระบุว่า TrumpRx จะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาที่ผ่านการรับรองจาก FDA ได้สะดวกขึ้น และเพิ่มโอกาสเข้าถึงยาในราคาสำหรับผู้จ่ายเงินเอง
ปัจจุบัน ผู้ป่วยในสหรัฐฯ ต้องจ่ายค่ายาแพงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ เกือบสามเท่า ทำให้ทรัมป์กดดันบริษัทยาให้ลดราคาอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทร่วมโครงการยังรวมถึง Pfizer, AstraZeneca และ Merck โดยมียาสำคัญที่นำมาลดราคา เช่น ยารักษาเบาหวาน Januvia ของบริษัท Merck, ยาละลายลิ่มเลือด Plavix ของ Sanofi, ยาลดคอเลสเตอรอล Repatha ของ Amgen, ยารักษาไวรัสตับอักเสบซี Epclusa ของบริษัท Gilead และกลุ่มยาช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น Gonal-F และ Cetrotide
...
รายงานของ STAT News ระบุว่า เว็บไซต์ TrumpRx จะใช้ระบบของ GoodRx และไม่ได้จำหน่ายยาโดยตรง แต่จะเชื่อมผู้ป่วยไปยังเว็บไซต์อื่นเพื่อสั่งซื้อ
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสาธารณสุขเตือนว่า ผลประหยัดค่าใช้จ่ายยังไม่ชัดเจน เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้ที่ไม่ใช้ประกัน ซึ่งค่าใช้จ่ายอาจไม่ถูกนับรวมในวงเงินประกัน และยังอาจสูงเกินกำลังสำหรับหลายคน
จูเลียต คูบันสกี จากสถาบัน KFF ระบุว่า โครงการนี้อาจไม่คุ้มค่าสำหรับผู้มีประกัน และไม่ควรถูกมองว่าเป็นการลดราคายาทั้งระบบ แม้จะเป็นประโยชน์ต่อบางกลุ่มก็ตาม
นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้ผลต่อผู้บริโภคจะยังไม่แน่นอน แต่บริษัทยาได้ประโยชน์จากการขายตรงโดยไม่ผ่านบริษัทประกัน และการขายในราคาลด ยังดีกว่าไม่สามารถจำหน่ายได้เลย.
ที่มา Reuters