สหรัฐฯ กับรัสเซีย ตกลงฟื้นฟูการติดต่อสื่อสารระหว่างกองทัพ ให้กลับไปอยู่ในระดับปกติอีกครั้ง หลังถูกระงับไปก่อนที่สงครามในยูเครนจะเริ่มขึ้นไม่นาน
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 ก.พ. 2569 สหรัฐฯ และรัสเซียตกลงที่จะรื้อฟื้นการสื่อสารในระดับสูงระหว่างกองทัพต่อกองทัพขึ้นใหม่เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศ นับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง และเดินหน้าผลักดันการยุติสงครามในยูเครน
กองทัพสหรัฐฯ ในยุโรปเปิดเผยว่า ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นจากการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการทหารของรัสเซียและอเมริกาในกรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
กองบัญชาการทหารสหรัฐฯ ภาคพื้นยุโรป ระบุในแถลงการณ์ว่า ช่องทางการสื่อสารที่ได้รับการฟื้นฟูนี้ จะช่วยให้เกิดการติดต่อระดับทหารต่อทหารอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่ฝ่ายต่าง ๆ ยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อมุ่งไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน
ทั้งนี้ การสื่อสารระดับสูงระหว่างกองทัพสหรัฐฯ กับรัสเซีย ถูกระงับไปในปี 2564 เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศตึงเครียดขึ้น ก่อนที่รัสเซียจะเปิดฉากยกทัพบุกโจมตียูเครนอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 24 ก.พ. 2565
การกลับมาเปิดสายด่วนระหว่างกองทัพต่อกองทัพอีกครั้ง ถือเป็นความพยายามที่จะบรรเทาความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นหลังจากสงครามเริ่มขึ้น และเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกันระหว่างกองกำลังรัสเซียและสหรัฐฯ
ฝ่ายมอสโกแสดงความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องเครื่องบินสอดแนมของสหรัฐฯ และเครื่องบินของนาโต (Nato) ในทะเลดำ โดยเจ้าหน้าที่รัสเซียบางส่วนได้กล่าวหาว่าเครื่องบินสอดแนมของอเมริกาช่วยรวบรวมข่าวกรองที่ทำให้ยูเครนสามารถโจมตีเป้าหมายของรัสเซียได้
...
ขณะที่สมาชิกนาโตก็แสดงความกังวลเรื่องอากาศยานของรัสเซีย โดยเฉพาะโดรนที่บินรุกล้ำน่านฟ้าของชาติพันธมิตร โดยชาติยุโรปบางประเทศมองว่า นี่คือความพยายามของมอสโกเพื่อทดสอบการตอบสนองของนาโต
เมื่อเดือนกันยายน 2568 ฝูงโดรนของรัสเซียได้บินเข้าไปในน่านฟ้าของโปแลนด์ ทำให้เครื่องบินของนาโตต้องทะยานขึ้นสกัดกั้นและยิงทำลายอุปกรณ์บางส่วนลง ถือเป็นการเผชิญหน้ากันโดยตรงครั้งแรกระหว่างนาโตและมอสโกนับตั้งแต่สงครามในยูเครนเริ่มขึ้น
และในปลายเดือนเดียวกันนั้น เครื่องบินขับไล่ของนาโตก็ต้องคุ้มกันเครื่องบินรบรัสเซีย 3 ลำออกไปจากน่านฟ้าของเอสโตเนีย
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : cna