ปชช.เวเนซุเอลาจำนวนหลายพันคนรวมตัวประท้วงกลางกรุงการากัส หนุนรัฐบาลในการเรียกร้องให้สหรัฐฯ ปล่อยตัวอดีตปธน. นิโกลัส มาดูโร และภรรยาซึ่งถูกควบคุมตัวไปยังศาลนิวยอร์กเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

กลุ่มผุ้ชุมนุมในเวเนซุเอลาเดินขบวนประท้วงบนถนน ใจกลางกรุงการากัส พร้อมตะโกนประโยค “Venezuela needs Nicolas” (เวเนซุเอลาต้องการนิโกลัส) ในวันอังคารที่ผ่านมา (3 ก.พ.) ซึ่งนับเป็นวันครบรอบ 1 เดือนเต็ม ที่นายนิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลาถูกรัฐบาลสหรัฐฯควบคุมตัวโดยปฎิบัติการทางทหารเพื่อนำตัวไปฟังคำพิพากษาข้อหายาเสพติดจากศาลในนครนิวยอร์ก

นับตั้งแต่นั้น นางเดลซี โรดริเกซ ก็ต้องทำหน้าที่ประธานาธิบดีรักษาการด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับทางสหรัฐฯ ไปพร้อมกับรักษาแรงสนับสนุนจากชาวเวเนซุเอลาที่ต้องการให้สหรัฐฯ ปล่อยตัวนายมาดูโร

การประท้วงซึ่งนำโดยรัฐบาลเวเนซุเอลาครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวนหลายพันคน ร่วมกันเดินขบวนยาวหลายร้อยเมตรไปบนถนนกลางกรุงการากัส พร้อมเปิดเพลงเสียงดังกระหึ่ม ชูรูปภาพของ นายมาดูโร และภรรยา นางซิเลีย ฟลอเรส ที่ถูกสหรัฐควบคุมตัวไป เพื่อเป็นสัญลักษณ์การสนับสนุน

"คนเหล่านี้ไม่ใช่คนอเมริกัน" สส.นิโกลัส นิโกลาสิโต มาดูโร เกร์รา บุตรชายของนายมาดูโรกล่าวในการปราศรัยต่อกลุ่มผู้ประท้วงซึ่งหลายคนสวมชุดสีแดงพร้อมโบกธงชาติเวเนซุเอลา แล้วย้ำว่า ”เราได้สร้างจิตสำนึกอย่างแข็งแกร่งในการต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมขึ้นมาแล้ว” 

โดยสาเหตุที่ผู้ประท้วงร่วมใจกันสวมชุดสีแดงเป็นเพราะสีแดงคือสีประจำขบวนการ "ชาวิสตา" (Chavista) ที่ตั้งชื่อตาม นายอูโก ชาเวซ อดีตประธานาธิบดีสายสังคมนิยมผู้ล่วงลับ

ตัวแทนของกลุ่มผู้ชุมนุมเผยว่า พวกเขารู้สึกสับสน เสียใจ และโกรธแค้น ในสิ่งที่สหรัฐฯ ปฏิบัติกับเวเนซุเอลา และพร้อมสนับสนุนการตัดสินใจของนางเดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการ พร้อมย้ำ "ในไม่ช้าก็เร็ว สหรัฐฯต้องปล่อยตัวประธานาธิบดีของเรา"

...

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า เขาพร้อมทำงานกับนางโรดริเกซผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีภายใต้รัฐบาลของนายมาดูโร ตราบใดก็ตามที่เธอยอมดำเนินการตามแนวทางของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการเปิดทางให้สหรัฐฯ เข้าถึงแหล่งน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลาที่มีปริมาณมหาศาลได้

ภายใต้ความกดดัน นางโรดริเกซได้เริ่มปล่อยตัวนักโทษการเมือง และเปิดอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ที่เคยเป็นของภาครัฐให้เอกชนเข้ามาลงทุน

นายลอรา โดกู อุปทูตสหรัฐฯ ประจำหน่วยงานด้านกิจการเวเนซุเอลา เดินทางถึงกรุงการากัสเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (31 ม.ค.) เพื่อเข้าหารือกับนางโรดริเดซถึงการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตของสองประเทศที่ถูกตัดขาดไปในปี 2019 หลังจากมีการกล่าวหาว่านายมาดูโรโกงการเลือกตั้งสมัยที่สอง 

จากนั้นในวันอังคาร (3 ก.พ.) คณะผู้แทนสหรัฐฯ ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอ ซึ่งมีเนื้อหาคือรายละเอียดแผนการ 3 ขั้น ของนายโดกู เพื่อนำเวเนซุเอลาผ่านช่วงเวลาวิกฤต ซึ่งขั้นสุดท้ายของแผนจะสิ้นสุดลงที่ "การเปลี่ยนผ่านไปสู่เวเนซุเอลาที่เป็นมิตร มั่นคง มั่งคั่ง และเป็นประชาธิปไตย" นางโรดริเกซได้ออกมายืนยันถึงการหารือดังกล่าว พร้อมระบุว่าเป็นการ "สนทนาอย่างตรงไปตรงมา"

ในวันเดียวกันนั้น (3 ก.พ.) นักศึกษาและญาติของนักโทษการเมืองหลายร้อยคนได้ร่วมออกเดินขบวนในกรุงการากัส เพื่อเรียกร้องให้มีการอนุมัติกฎหมายนิรโทษกรรมตามที่นางโรดริเกซได้ให้คำมั่นไว้ โดยนางโรดริเกซเผยว่า เธอกำลังทำงาน "อย่างหนัก" เพื่อพลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม “ที่จะช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายระดับชาติได้ ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความรุนแรงทางการเมืองแบบสุดโต่งนี้"

กฎหมายดังกล่าวยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งมี ฮอร์เก โรดริเกซ พี่ชายของ นางเดลซี โรดริเกซ เป็นประธานสภา โดยเขาเองก็เป็นผู้สนับสนุนขบวนการชาวิสตาและสนับสนุนนายมาดูโรเช่นกัน 

สมาชิกสภาฝ่ายค้าน นายสตาลิน กอนซาเลซ คาดว่ากฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้จะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมในวันพฤหัสบดีที่กำลังจะถึง (5 ก.พ.) เพื่อการอภิปรายในครั้งแรก พร้อมเสริมว่า "ผมหวังว่าการนิรโทษกรรมนี้จะนำไปสู่ความปรองดอง การอยู่ร่วมกันอย่างสันติภาพ และประชาธิปไตย" 

ผู้ประท้วงพากันตะโกนประโยค "เสรีภาพอยู่บนท้องถนนและไม่มีใครหยุดมันได้!” ท่ามกลางบรรยากาศการชุมนุมที่เข้มข้น ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านกำลังเรียกร้องให้มีการจัดเลือกตั้งใหม่ หลังนายมาดูโรพ้นจากตำแหน่ง

ทั้งนี้การประท้วงต่อต้านรัฐบาลในเวเนซุเอลาเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก นับตั้งแต่มีการปราบปรามการชุมนุมประท้วงผลการเลือกตั้งปี 2024 ซึ่งนายมาดูโรเป็นผู้ชนะ โดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้มีผู้ถูกจำคุกมากกว่า 2,000 ราย.

ที่มา: France24

อ่านข่าวเกี่ยวกับเวเนซุเอลา ที่นี่