ฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) ออกรายงานประจำปีระบุ สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังมุ่งหน้าสู่ระบอบอำนาจนิยม หลังพบการละเมิดสิทธิรุนแรง ทั้งการใช้กำลังทหารในประเทศและการส่งตัวผู้ลี้ภัยไปคุมขังในต่างแดน ขณะที่เสรีภาพทั่วโลกถดถอยกลับไปเท่ากับยุคสงครามเย็น
ฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch - HRW) องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนที่มีสำนักงานใหญ่ในนิวยอร์ก ออกแถลงการณ์ระบุว่า การกลับมาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เร่งให้เกิด "วงจรการถดถอย" ของสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ซึ่งถูกกดดันอยู่ก่อนแล้วจากการแผ่อิทธิพลของรัสเซียและจีน โดยรายงานชี้ว่าระเบียบโลกที่ยึดถือหลักกติกาพรมแดนกำลังถูกทำลายลง
รายงานความยาว 529 หน้า ระบุถึงสถานการณ์ในสหรัฐฯ อย่างรุนแรงว่ามีการ "เมินเฉยต่อสิทธิมนุษยชนอย่างโจ่งแจ้ง" โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรายงานปีก่อนๆ เช่นการใช้เจ้าหน้าที่ติดอาวุธสวมหน้ากากจากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) บุกจู่โจมจับกุมผู้ลี้ภัยด้วยวิธีที่รุนแรงเกินกว่าเหตุหลายร้อยครั้ง และการใช้กองกำลังพิทักษ์ชาติ (National Guard) ภายใต้ข้ออ้างในการกระชับอำนาจ การแก้แค้นศัตรูทางการเมือง และความพยายามขยายอำนาจบริหารเพื่อทำลายระบบตรวจสอบและถ่วงดุลทางประชาธิปไตย
HRW ย้ำถึงการสืบสวนที่พบว่า สหรัฐฯ มีส่วนเกี่ยวข้องกับ "การบังคับบุคคลให้สูญหาย" ซึ่งเป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศ จากกรณีส่งตัวผู้อพยพชาวเวเนซุเอลา 252 ราย ไปยังเรือนจำที่มีความมั่นคงสูงสุดในเอลซัลวาดอร์ โดยมีข้อมูลระบุว่าชายกลุ่มดังกล่าวถูกซ้อมทรมานและล่วงละเมิดทางเพศ ก่อนจะได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศเวเนซุเอลาในภายหลัง
รายงานระบุว่าระดับประชาธิปไตยทั่วโลกได้ลดต่ำลงไปอยู่ในระดับเดียวกับปี 1985 ซึ่งเป็นยุคที่สหภาพโซเวียตยังคงมีตัวตนอยู่ โดยเปรียบเทียบว่า "วันนี้รัสเซียและจีนมีเสรีภาพน้อยกว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้ว และสหรัฐฯ ก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน"
...
ฟิลิป โบโลปิยง ผู้อำนวยการบริหารของ HRW เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ รวมตัวกันเป็นพันธมิตรที่ยึดถือคุณค่าประชาธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อคานอำนาจกับรัฐบาลทรัมป์ที่มักใช้มาตรการกำแพงภาษีและการทูตแบบเฉพาะหน้า
รายงานของ HRW ฉบับนี้ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับรายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ลดโทนการวิจารณ์ประเทศพันธมิตรของทรัมป์ เช่น เอลซัลวาดอร์ ซึ่งกระทรวงฯ ระบุว่าไม่มีรายงานการละเมิดสิทธิที่น่าเชื่อถือในปี 2024 แต่ทาง HRW แย้งว่า แม้คดีอาชญากรรมจะลดลง แต่ทางการเอลซัลวาดอร์กลับมีการจับกุมโดยมิชอบ การทรมาน และการละเมิดกระบวนการยุติธรรมอย่างกว้างขวางในปี 2025
นอกจากนี้ HRW ยังคงยืนยันข้อหาต่ออิสราเอลว่ามีการกระทำที่เป็น "อาชญากรรมต่อมนุษยชาติและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ต่อชาวปาเลสไตน์ในกาซา โดยระบุว่าในปี 2025 อิสราเอลได้ยกระดับความรุนแรงในการสังหาร การทำให้พิการ และการปล่อยให้เกิดความอดอยาก รวมถึงการทำลายโครงสร้างพื้นฐานในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งข้อกล่าวหานี้ถูกอิสราเอลและสหรัฐฯ ปฏิเสธอย่างหนักแน่นมาโดยตลอด.
ที่มา AFP