อินเดียกำลังหาวิธีแก้วิกฤตงูกัด ซึ่งคร่าชีวิตคนปีละหลายหมื่นราย ชี้ปัญหาขาดแคลนเซรุ่ม, บุคลากรไม่พร้อม และการเข้าถึงสาธารณสุขในชนบทไม่เพียงพอ

สำนักข่าว BBC รายงานเมื่อ 1 ก.พ. 2026 อ้างข้อมูลจากรัฐบาลกลางอินเดียระบุว่า มีชาวอินเดียประมาณ 50,000 คนเสียชีวิตจากงูกัดในแต่ละปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตจากงูกัดทั่วโลก ขณะที่ผลการศึกษาในปี 2020 ประเมินว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจสูงกว่านั้น โดยระหว่างปี 2000 ถึง 2019 อินเดียอาจมีผู้เสียชีวิตจากงูกัดสูงถึง 1.2 ล้านคน หรือเฉลี่ย 58,000 คนต่อปี

ล่าสุด รายงานฉบับใหม่จาก หน่วยงานเฉพาะกิจเพื่อลดการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากงูกัดทั่วโลก (GST) พบว่า 99% ของบุคลากรทางการแพทย์ในอินเดียเผชิญกับอุปสรรคในการใช้เซรุ่มแก้พิษงู

นักวิจัยทำการสำรวจบุคลากรทางการแพทย์ 904 คนในอินเดีย บราซิล อินโดนีเซีย และไนจีเรีย ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากงูกัดมากที่สุด และพบอุปสรรคที่คล้ายคลึงกัน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานที่ย่ำแย่ การเข้าถึงเซรุ่มที่จำกัด และการขาดการฝึกอบรมที่เพียงพอ

บุคลากรทางการแพทย์เกือบครึ่งหนึ่งรายงานว่า ความล่าช้าในการรักษาได้นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงในผู้ป่วย ซึ่งรวมถึงการต้องตัดแขนขา การผ่าตัด หรือปัญหาด้านการเคลื่อนไหวตลอดชีวิต

ในปี 2017 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้การได้รับพิษจากงูกัดเป็น “โรคเขตร้อนที่ถูกละเลยซึ่งมีความสำคัญสูงสุด” เนื่องจากมีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงมาก โดย WHO ประมาณการว่าในแต่ละปีมีผู้คนทั่วโลกถูกงูกัดราว 5.4 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100,000 คนต่อปี

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลกยังระบุว่า ปัญหางูกัดส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชุมชนชนบทที่ยากจนในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงอย่างไม่สมดุลเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น

...

ดร. โยเกช เจน สมาชิกของ GST และแพทย์ผู้ปฏิบัติงานในรัฐฉัตตีสครห์ ทางตอนกลางของอินเดียกล่าวว่า ในอินเดีย พื้นที่ที่มีรายงานการเสียชีวิตและบาดเจ็บมากที่สุดคือภูมิภาคตอนกลางและตะวันออกของประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ทำงานในฟาร์ม และชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยากจน

ในปี 2024 อินเดียได้เปิดตัว แผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อการป้องกันและควบคุมการได้รับพิษจากงูกัด (NAPSE) โดยมีเป้าหมายเพื่อ ลดอัตราการเสียชีวิตจากงูกัดลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 แผนดังกล่าวให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังที่ดีขึ้น การปรับปรุงการจัดหาเซรุ่มและงานวิจัย การเพิ่มขีดความสามารถทางการแพทย์ และการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชน

บรรดาผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่านี่คือก้าวที่มาถูกทางแล้ว แต่การนำไปปฏิบัติจริงยังคงขาดความต่อเนื่อง

“ในอินเดีย ปัญหางูกัดถูกมองว่าเป็นปัญหาของคนจน” ดร. เจนกล่าว “นั่นคือสาเหตุที่ไม่มีแรงผลักดันหรือการดำเนินการที่มากพอต่อการเสียชีวิตที่จริงๆ แล้วสามารถป้องกันได้โดยสิ้นเชิงเหล่านี้ เมื่อพูดถึงการรักษางูกัด ทุกวินาทีมีค่าเสมอ”

อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าในการเข้าถึงสถานพยาบาลเป็นเรื่องปกติในพื้นที่ชนบทของอินเดีย เนื่องจากถนนหนทางที่ย่ำแย่ โรงพยาบาลที่อยู่ห่างไกล และการขาดแคลนบริการรถพยาบาล ทำให้ไม่สามารถรักษาได้ทันท่วงที

ดร. เจน กล่าวว่า ปัจจุบันบางรัฐกำลังพยายามเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษา โดยการสำรองเซรุ่มแก้พิษงูไว้ในศูนย์สุขภาพระดับปฐมภูมิและศูนย์สุขภาพชุมชน แต่การฉีดเซรุ่มให้ถูกต้องยังคงเป็นความท้าทายหลัก เนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมากไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกฝนมาโดยเฉพาะ และพวกเขากลัวที่จะให้เซรุ่ม เพราะบางครั้งผู้ป่วยอาจเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงได้

“การให้เซรุ่มต้องผสมกับน้ำเกลือและฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำต่อเนื่องนานกว่าหนึ่งชั่วโมง แต่ศูนย์สุขภาพหลายแห่งไม่มีอุปกรณ์เพียงพอที่จะรับมือกับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น” ดร. เจนอธิบาย

เขากล่าวเสริมว่า อีกปัญหาหนึ่งคือผู้คนจำนวนมากในชนบทของอินเดียยังคงพึ่งพาผู้มีวิชาอาคมหรือการรักษาตามความเชื่อในท้องถิ่น และจะตัดสินใจไปโรงพยาบาลก็ต่อเมื่ออาการทรุดหนักลงแล้วเท่านั้น ซึ่งบ่อยครั้งก็นำไปสู่การเสียชีวิต

อุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่งคือการจัดหาเซรุ่มแก้พิษงูที่มีคุณภาพสูง

นายเจอร์รี มาร์ติน ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร The Liana Trust ซึ่งทำงานเพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างคนกับงูในรัฐกรรณาฏะกะ กล่าวว่า ปัจจุบันอินเดียมีเซรุ่มที่สามารถป้องกันพิษของงู “4 สายพันธุ์หลัก” เท่านั้น ได้แก่ งูเห่าอินเดีย, งูทับสมิงคลา, งูแมวเซาอินเดีย และงูเกล็ดเลื่อย ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์งูกัดส่วนใหญ่

แต่ยังมีงูพิษอีกหลายสิบชนิดที่อินเดียยังไม่มีเซรุ่มที่ผลิตมาเพื่อแก้พิษโดยเฉพาะ ซึ่งรวมถึง งูเขียวหางไหม้ ที่พบมากในรัฐหิมาจัลประเทศทางตอนเหนือ, งูแมวเซามาลาบาร์, งูจมูกโหนก ที่พบในรัฐทางตอนใต้ รวมถึงสายพันธุ์อื่นๆ อีกมากมายในรัฐทางตะวันออกเฉียงเหนือ

ผลการศึกษาจากสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์อินเดีย (AIIMS) ในเมืองโชธปุระ รัฐราชสถาน เมื่อปีที่แล้ว ได้ตอกย้ำถึงปัญหานี้ โดยพบว่ามีการนำเซรุ่มที่ใช้รักษาพิษงูเกล็ดเลื่อยไปใช้กับผู้ป่วยถูกงูกัด 105 ราย ในกรณีที่ไม่ทราบชนิดงูชัดเจน ปรากฏว่า 2 ใน 3 ของผู้ป่วยมีการตอบสนองต่อการรักษาที่ไม่ดีนัก

ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา องค์กร The Liana Trust ได้ทำการศึกษาพิษจากงูสายพันธุ์อื่น ๆ นอกเหนือจากกลุ่ม “4 สายพันธุ์หลัก” เพื่อพัฒนาเซรุ่มแก้พิษ แต่มาร์ตินกล่าวว่าความคืบหน้าเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากกระบวนการนี้ต้องใช้ทั้งแรงงานคนและเวลาเป็นอย่างมาก

...

เขาเรียกร้องให้รัฐอื่น ๆ เจริญรอยตามคำสั่งในปี 2024 ของรัฐบาลรัฐกรรณาฏกะ ที่กำหนดให้การถูกงูกัดเป็น “โรคที่ต้องแจ้งความ” ซึ่งบีบให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องรายงานเหตุการณ์ต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อแก้ปัญหาการรายงานข้อมูลที่ต่ำกว่าความเป็นจริง


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : bbc