รัฐบาลญี่ปุ่นแถลงความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ หลังภารกิจสำรวจใต้ทะเลลึกขุดพบตะกอนที่มีแร่หายาก หรือ แรร์เอิร์ธ ปริมาณมหาศาล ณ ระดับความลึก 6,000 เมตร บริเวณเกาะมินามิโทริชิมะ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เป็นอิสระจากจีน ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น

รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ภารกิจทดลองขุดเจาะใต้ทะเลลึกประสบความสำเร็จในการเก็บกู้ตะกอนที่มีแร่หายาก หรือ "แรร์เอิร์ธ" จากระดับความลึกประมาณ 6,000 เมตร ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งแรกของโลกในการขุดเจาะแร่ที่ระดับความลึกขนาดนี้

นายเค ซาโตะ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น ระบุว่า "ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการวิเคราะห์รายละเอียดของตัวอย่างที่เก็บมาได้ เพื่อตรวจสอบปริมาณแร่ที่แน่ชัด" พร้อมย้ำว่าความสำเร็จนี้มีความหมายอย่างยิ่ง ทั้งในด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการพัฒนาทรัพยากรทางทะเลอย่างครอบคลุม

การขุดเจาะครั้งนี้ใช้เรือเจาะทางวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า "ชิคิว" (Chikyu) ซึ่งออกเดินทางไปยังเกาะมินามิโทริชิมะในมหาสมุทรแปซิฟิกเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น และคาดการณ์ว่ามีปริมาณแรร์เอิร์ธสะสมอยู่มากกว่า 16 ล้านตัน ซึ่งหนังสือพิมพ์นิกเคอิ ระบุว่าเป็นแหล่งสำรองที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก

รายงานระบุว่าแหล่งแร่นี้ประกอบด้วย ดิสพรอเซียม (Dysprosium) ที่มีปริมาณเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วโลกถึง 730 ปี ซึ่งใช้ผลิตแม่เหล็กกำลังสูงในโทรศัพท์และรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงอิตเทรียม (Yttrium) ที่มีปริมาณเพียงพอสำหรับการใช้งานถึง 780 ปี โดยใช้ในเทคโนโลยีเลเซอร์

ปัจจุบันจีนเป็นผู้ผลิตแรร์เอิร์ธรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยครองส่วนแบ่งการทำเหมืองเกือบ 2 ใน 3 และครองส่วนแบ่งการถลุงแร่ทั่วโลกถึง 92% ความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากรัฐบาลปักกิ่งที่สั่งระงับการส่งออกสินค้าที่สามารถใช้งานได้สองทาง ซึ่งรวมถึงแร่บางชนิด เพื่อตอบโต้นโยบายของ นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ที่เคยส่งสัญญาณเรื่องการตอบโต้ทางทหารหากมีการโจมตีไต้หวัน

...

นักวิเคราะห์จากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ (IISS) ชี้ว่า หากญี่ปุ่นสามารถสกัดแร่จากแหล่งนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ จะกลายเป็น "สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์" ที่ช่วยลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีนได้อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมได้ออกมาเตือนว่า การทำเหมืองใต้ทะเลลึกอาจทำลายระบบนิเวศทางทะเลและรบกวนหน้าดินใต้ทะเลอย่างรุนแรง ขณะที่ในระดับสากล องค์การพื้นดินใต้ทะเลระหว่างประเทศ (ISA) กำลังผลักดันการร่างระเบียบโลกเพื่อควบคุมการขุดเจาะในเขตน่านน้ำสากล แต่ในกรณีนี้ ญี่ปุ่นดำเนินการขุดเจาะภายในเขตน่านน้ำอธิปไตยของตนเองจึงสามารถดำเนินการได้ภายใต้กฎหมายภายในประเทศ

นอกจากนี้ ประเด็นดังกล่าวยังเป็นจุดปะทะทางภูมิรัฐศาสตร์ที่น่าจับตา หลังจากที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มีแนวทางสนับสนุนให้เร่งรัดการทำเหมืองในน่านน้ำสากลเพื่อแข่งขันกับจีนในตลาดแร่ยุทธศาสตร์เช่นกัน.


ที่มา AFP