อิสราเอลโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซารอบใหม่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 28 ศพ อ้างทำเพื่อตอบโต้กลุ่มฮามาสที่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่ของฉนวนกาซา เมื่อวันเสาร์ที่ 31 ม.ค. 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 28 ศพ บาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก

หน่วยงานป้องกันพลเรือนในกาซา ซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาส ระบุว่ามีเด็กและสตรีรวมอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตด้วย พร้อมเสริมว่าในการโจมตีครั้งหนึ่ง เฮลิคอปเตอร์จู่โจมได้ยิงถล่มเต็นท์ที่พักพิงของผู้พลัดถิ่นในเมืองข่านยูนิส ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา

กลุ่มฮามาสระบุเพิ่มเติมว่า เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย 7 รายเป็นสมาชิกจากครอบครัวผู้พลัดถิ่นครอบครัวเดียวกันในข่านยูนิส ขณะที่โฆษกหน่วยป้องกันพลเรือนให้ข้อมูลเสริมว่า การโจมตีได้พุ่งเป้าไปที่อาคารที่พักอาศัย เต็นท์ ศูนย์พักพิง และสถานีตำรวจ

ขณะที่เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลอัล-ชิฟา (Shifa) ในเมืองกาซา ซิตี้ ระบุว่า การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลโดนอาคารที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่ง ส่งผลให้เด็ก 3 ราย และสตรี 2 รายเสียชีวิต

อนึ่ง นับตั้งแต่การหยุดยิงเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2568 อิสราเอลยังคงโจมตีพื้นที่ต่างๆ ในฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง จนมีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 504 ศพ ขณะที่มีทหารอิสราเอลเสียชีวิต 4 นายในช่วงเวลาเดียวกัน

สำหรับการโจมตีครั้งล่าสุด กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่าพวกเขาได้ร่วมมือกับหน่วยความมั่นคงอิสราเอล (ISA) ในการโจมตีเป้าหมายหลายแห่ง ซึ่งรวมถึง "ผู้บัญชาการ 4 ราย และผู้ก่อการร้ายเพิ่มเติม" ตลอดจนคลังเก็บอาวุธ โรงงานผลิตอาวุธ และ "ฐานปล่อยจรวดของกลุ่มฮามาส 2 แห่งในพื้นที่ตอนกลางของฉนวนกาซา"

...

IDF ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบโต้ที่กลุ่มฮามาสละเมิดข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากพวกเขาตรวจพบผู้ก่อการร้าย 8 ราย ออกมาจากอุโมงค์ใต้ดินในพื้นที่ทางตะวันออกของเมืองราฟาห์ ทางใต้สุดของฉนวนกาซา โดยตามข้อตกลงหยุดยิง พื้นที่ดังกล่าวจะถูกใช้เป็นที่วางกำลังของกองทัพอิสราเอล

ด้านกลุ่มฮามาสออกมาประณามการโจมตีล่าสุดของอิสราเอล และเรียกร้องให้สหรัฐฯ ดำเนินการในทันที พร้อมเสริมว่าการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลอิสราเอลยังคงดำเนินสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อันโหดเหี้ยมในฉนวนกาซาต่อไป


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : bbc