กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้นำเสนอรายงานรอบครึ่งปีว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าสำคัญ ระบุว่ามี 10 เขตเศรษฐกิจที่สมควรได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิดในด้านพฤติกรรมอัตราแลกเปลี่ยนและนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ประกอบด้วย จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, ไทย, สิงคโปร์, เวียดนาม, เยอรมนี, ไอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ โดยที่น่าสนใจคือ "ไทย" ได้ถูกเพิ่มกลับเข้ามาในบัญชีรายชื่อนี้อีกครั้ง หลังจากที่ไม่ปรากฏชื่อในรายงานฉบับก่อนหน้าเมื่อเดือนมิถุนายน 2025
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ภายใต้การนำของรัฐมนตรี สกอตต์ เบสเซนต์ ได้นำส่งรายงานนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าสำคัญต่อสภาคองเกรส โดยระบุว่าไม่มีประเทศคู่ค้าใดเข้าข่าย "ปั่นค่าเงิน" (Currency Manipulator) ในช่วง 4 ไตรมาสที่ผ่านมาจนถึงเดือนมิถุนายน 2025 อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ได้ยกระดับความเข้มงวดในการวิเคราะห์ตามนโยบาย "America First" ของประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อขจัดความได้เปรียบทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ
ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การประกาศรายชื่อ 10 เขตเศรษฐกิจใน "บัญชีรายชื่อที่ต้องจับตาใกล้ชิด" (Monitoring List) ซึ่งประกอบด้วย จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, ไทย, สิงคโปร์, เวียดนาม, เยอรมนี, ไอร์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ โดย "ไทย" เป็นประเทศเดียวที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่เมื่อเทียบกับรายงานฉบับเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่งสหรัฐฯ ได้เริ่มหารือกับ 6 คู่ค้าสำคัญ รวมถึงไทยและญี่ปุ่น เพื่อย้ำความมุ่งมั่นในการหลีกเลี่ยงการแทรกแซงค่าเงินและเพิ่มความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยน
สำหรับ "จีน" แม้จะยังไม่ถูกระบุว่าเป็นผู้ปั่นค่าเงิน แต่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ วิจารณ์อย่างหนักเรื่องการขาดความโปร่งใสในนโยบายค่าเงิน พร้อมเตือนว่าความคลุมเครือนี้จะไม่ขัดขวางการขึ้นบัญชีดำจีนในอนาคต หากพบหลักฐานการแทรกแซงเพื่อสกัดการแข็งค่าของเงินหยวน โดยเฉพาะท่ามกลางภาวะที่จีนได้ดุลการค้าภายนอกสูงมาก สหรัฐฯ จึงเรียกร้องให้ทางการจีนปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นตามกลไกตลาดและปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
...
รายงานของรัฐบาลทรัมป์นี้ยังเพิ่มเกณฑ์การตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น โดยจะไม่ดูเพียงแค่การแทรกแซงเพื่อสกัดการแข็งค่าเพียงอย่างเดียว แต่จะจับตาการแทรกแซงเพื่อฝืนการอ่อนค่าด้วย รวมถึงขยายขอบเขตไปตรวจสอบการใช้นโยบายควบคุมเงินทุน มาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน และการทำธุรกรรมผ่านกองทุนบำเหน็จบำนาญหรือเครื่องมือการเงินอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้เปรียบทางการค้า.