ทางการจีนดำเนินการส่งทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจไปยังประเทศออสเตรเลียเพื่อรวบรวมหลักฐาน เอาผิดชายชาวจีนผู้ต้องสงสัยก่อเหตุสาดกาแฟร้อนใส่ทารกเมื่อปี 2024

นาย เซียว เฉียน เอกอัครราชทูตจีนประจำออสเตรเลีย กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (29 ม.ค.) ว่าจีนจะส่ง “คณะทำงาน” ไปยังบริสเบน เพื่อช่วยในกระบวนการสืบสวน ทั้งยังเสริมว่า ทางการจีนให้ความสำคัญกับเหตุการณ์นี้และจะดำเนินการให้ถึงที่สุด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจีนจะทำงานร่วมกับทางการออสเตรเลีย เพื่อ “สืบหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น เกิดขึ้นได้อย่างไร และทั้งสองประเทศจะทำงานร่วมกันต่อไปได้อย่างไรบ้าง”

ขณะที่สำนักงานตํารวจควีนส์แลนด์ และสำนักงานตํารวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย ระบุในแถลงการณ์ร่วมว่า ทางการออสเตรเลียมีความยินดีกับความร่วมมือในครั้งนี้ และพร้อมสนับสนุนคณะผู้แทนจากจีน เนื่องจากจีนสามารถใช้อํานาจศาลนอกอาณาเขตดําเนินคดีกับพลเมืองที่กระทำผิดนอกประเทศได้ ซึ่งจะเป็นผลดีกับคดีที่มีความซับซ้อนนี้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยทารกอายุ 9 เดือนถูกทำร้ายขณะกำลังพักผ่อนกับครอบครัวในสวนสาธารณะเมืองบริสเบน ส่งผลให้ใบหน้าและแขนขาเกิดแผลไหม้รุนแรง ด้านเจ้าหน้าที่ยืนยันตัวตนได้ว่าผู้ก่อเหตุเป็นชายอายุ 33 ปี แต่พบว่าชายคนดังกล่าวหลบหนีออกนอกประเทศไปได้ 12 ชั่วโมงแล้ว  และมุ่งหน้าไปยังประเทศจีน ซึ่งไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับออสเตรเลีย

เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าผู้ต้องสงสัยเป็น “แรงงานที่ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง” (itinerant worker) มีการเดินทางเข้าออกออสเตรเลียหลายครั้งระหว่างปี 2019 ถึง 2024 และมีที่พักอาศัยอยู่ในรัฐวิกตอเรียและรัฐนิวเซาท์เวลส์ พร้อมออกหมายจับในข้อหาทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยข้อหานี้ในออสเตรเลียมีโทษสูงสุดคือการจำคุกตลอดชีวิต 

...

เหตุการณ์นี้จุดกระแสความไม่พอใจไปทั่วทั้งออสเตรเลีย จากการกระทำที่อุกอาจของผู้ก่อเหตุที่เทกาแฟร้อนจากกระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิใส่ทารกซึ่งพักผ่อนกับครอบครัวอยู่ในสวนสาธารณะ จนเด็กชายได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องผ่าตัดปลูกถ่ายผิวหนังหลายครั้งในเวลาไม่กี่สัปดาห์ หลังถูกทำร้ายในเดือนสิงหาคมปี 2024

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ของเด็กชายได้ให้ข้อมูลว่าถึงแม้ลูกจะยังคงมีรอยแผลเป็นที่คางและไหล่แต่เรื่องอื่น ๆ “เป็นไปในทางที่ดี”

โดยการเปิดระดมทุนทางออนไลน์เพื่อนำมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เด็กชาย สามารถรวบรวมเงินได้เป็นจำนวนกว่า 230,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 5 ล้านบาทเลยทีเดียว.

ที่มา: BBC

ดูคลิป ที่นี่

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ออสเตรเลีย