ตำรวจเมืองมินนิอาโพลิสของสหรัฐฯ จับกุมชายบุกประชิดตัว สส. หญิงพรรคเดโมแครต "อิลฮาน โอมาร์" พร้อมฉีดของเหลวไม่ทราบชนิดใส่กลางงานทาวน์ฮอลล์ ขณะกำลังปราศรัยโจมตีหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง ด้านเจ้าตัวปลอดภัยดีและยืนหยัดจัดงานต่อจนจบ
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (27 ม.ค.) ระหว่างที่ นางอิลฮาน โอมาร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ รัฐมินนิโซตา กำลังจัดงานทาวน์ฮอลล์ร่วมกับประชาชนประมาณ 100 คน เพื่อวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ยิงพลเมืองสหรัฐฯ เสียชีวิต 2 รายในพื้นที่
พยานในที่เกิดเหตุระบุว่า ขณะที่โอมาร์กำลังกล่าวปราศรัยเรียกร้องให้ยุบสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) และกล่าวว่า คริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ควรลาออกหรือเผชิญกับการถอดถอนออกจากตำแหน่ง ต่อมาชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่แถวหน้าได้ลุกขึ้นและพุ่งตรงไปหาเธอ พร้อมใช้กระบอกฉีดยาพ่นของเหลวไม่ทราบชนิดใส่เธอและตะโกนว่า "คุณนั่นแหละต้องลาออก"
ทันทีที่เกิดเหตุ พนักงานรักษาความปลอดภัยได้รวบตัวชายผู้ก่อเหตุลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว แม้จะถูกโจมตีด้วยของเหลวที่มีกลิ่นฉุนคล้ายแอมโมเนียและสร้างความระคายเคืองที่ลำคอ แต่โอมาร์ปฏิเสธที่จะไปโรงพยาบาลตามคำแนะนำของผู้ช่วย โดยขอเพียงทิชชู่มาเช็ดตัวและพักสั้นๆ ก่อนจะกลับมาปราศรัยต่อจนจบ
โอมาร์กล่าวต่อบนเวทีว่า "เราจะพูดคุยกันต่อ ฉันขอเวลาสิบนาที อย่าให้คนเหล่านี้ได้เป็นจุดสนใจ" และกล่าวต่อว่า "ฉันเรียนรู้มาตั้งแต่เด็กว่าเราต้องไม่ยอมจำนนต่อคำขู่" โอมาร์กล่าวท่ามกลางเสียงปรบมือ "คุณต้องจ้องหน้าพวกมันและยืนหยัดอย่างเข้มแข็ง"
ตำรวจมินนิอาโพลิสได้จับกุมชายคนดังกล่าวในข้อหาทำร้ายร่างกายระดับที่ 3 ขณะที่หน่วยนิติวิทยาศาสตร์กำลังเก็บหลักฐานและตรวจสอบว่าของเหลวดังกล่าวคือสารชนิดใด
...
ทั้งนี้ อิลฮาน โอมาร์ วัย 43 ปี ถือเป็นนักการเมืองหญิงชาวอเมริกันมุสลิมเชื้อสายโซมาเลียคนแรกในสภาคองเกรส และมักตกเป็นเป้าโจมตีทางการเมืองอย่างรุนแรงจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเคยกล่าวเรียกเธอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนธันวาคมว่าเธอคือ "ขยะ"
ตำรวจประจำรัฐสภาสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ในปี 2025 คดีที่เกี่ยวกับการประเมินภัยคุกคามต่อนักการเมืองพุ่งสูงขึ้นเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยพุ่งสูงขึ้นเกือบ 58% จากปี 2024 มีการสอบสวนคดีข่มขู่พฤติกรรมคุกคามต่อสมาชิกสภาคองเกรสและครอบครัวรวมกว่า 14,938 กรณี เพิ่มขึ้นจาก 9,474 กรณีในปีที่ผ่านมา.
ที่มา Reuters