สื่อต่างชาติจับตา สถานการณ์ภายในของกองทัพจีนที่ปั่นป่วน หลังปลดนายพลระดับสูงต่อเนื่อง โดยนักวิเคราะห์ชี้สุญญากาศผู้นำในกองทัพ อาจเปลี่ยนสมดุลการตัดสินใจทางทหารของปักกิ่ง
การกวาดล้างนายทหารระดับสูงของจีนระลอกล่าสุด กำลังเขย่าโครงสร้างอำนาจของ กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) อย่างรุนแรง และสะท้อนให้เห็นถึงศึกอำนาจภายในที่ยังดำเนินอยู่ภายใต้การนำของ สี จิ้นผิง พร้อมกันนี้ยังจุดคำถามสำคัญต่อ ขีดความสามารถทางทหารของจีน และนัยต่ออนาคตของไต้หวัน
ศูนย์กลางของแรงสั่นสะเทือนครั้งนี้คือการล่มสลายของ จาง โหยวเสีย นายพลระดับสูงสุดอันดับสองของจีน และอดีตรองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง (Central Military Commission – CMC) ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดที่ควบคุมกองทัพทั้งหมด โดยกระทรวงกลาโหมจีนยืนยันว่า จางอยู่ระหว่างการสอบสวนในข้อหาละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง
พร้อมกันนี้ หลิว เจิ้นลี่ นายพลอีกราย ซึ่งเป็นสมาชิก CMC ลำดับรองและเคยดูแลกรมเสนาธิการร่วมของ PLA ก็ถูกสั่งสอบสวนเช่นเดียวกัน โดยทางการจีนไม่เปิดเผยรายละเอียดข้อกล่าวหาใด ๆ
CMC เหลือ 2 คน ภาวะสุญญากาศทางอำนาจ
ผลจากการกวาดล้างอย่างต่อเนื่อง ทำให้คณะกรรมาธิการทหารกลาง ซึ่งโดยปกติมีสมาชิกประมาณ 7 คน ขณะนี้ เหลืออยู่เพียง 2 คนเท่านั้น คือ สี จิ้นผิง และ พลเอก จาง เซิ่งหมิน สถานการณ์เช่นนี้ถือเป็นเรื่องไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองจีนยุคใหม่
นักวิเคราะห์มองว่า นี่ไม่ใช่เพียงการปราบคอร์รัปชันธรรมดา แต่เป็นสัญญาณของ ความปั่นป่วนเชิงโครงสร้าง ในกองทัพ ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมกำลังพลนับล้านนาย และเป็นหนึ่งในเสาหลักอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
บทบรรณาธิการของ PLA Daily สื่อทางการของกองทัพจีน ระบุชัดเจนว่า จางและหลิวได้ บ่อนทำลายระบบความรับผิดชอบภายใต้ประธาน CMC ซึ่งก็คือสี จิ้นผิง และกล่าวหาว่าทั้งสองสร้างปัญหาทางการเมืองและคอร์รัปชันอย่างร้ายแรงจนส่งผลเสียต่อความพร้อมรบของกองทัพ
...
ถ้อยคำดังกล่าวทำให้นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า คดีนี้อาจไม่ใช่เพียงเรื่องผลประโยชน์หรือการทุจริต แต่เกี่ยวข้องกับ ความภักดีทางการเมือง ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญในระบบการเมืองจีน
อเลสซานโดร อาร์ดูอิโน ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจีนจาก Royal United Services Institute ในกรุงลอนดอน ระบุว่า การปลดจางเป็นสัญญาณเตือนโดยตรงจากสี จิ้นผิง
เขามองว่านี่คือการย้ำว่า ความภักดีทางการเมืองสำคัญกว่าความพร้อมรบ และความไม่ภักดีถือเป็นบาปร้ายแรงที่สุดในพรรค และไม่มีใครปลอดภัย
เขาชี้ว่า หากต้องการรักษาหน้า สี จิ้นผิงสามารถปล่อยให้จาง วัย 75 ปี เกษียณอย่างเงียบ ๆ ได้ แต่การเลือกเปิดคดีทางการเมืองกับอดีตพันธมิตรใกล้ชิด กลับสะท้อนว่าผู้นำจีนต้องการส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวไปยังทั้งกองทัพ
แม้แต่พันธมิตรเก่าก็ไม่รอด
จาง โหยวเสีย เคยถูกมองว่าเป็นบุคคลที่แตะต้องไม่ได้ในกองทัพจีน ไม่เพียงเพราะตำแหน่งสูงสุดรองจากสี จิ้นผิง แต่ยังรวมถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวอันยาวนาน จากสายสัมพันธ์ของครอบครัวนักปฏิวัติรุ่นบิดา
นอกจากนี้ เขายังเป็นหนึ่งในไม่กี่นายพลระดับสูงของ PLA ที่มี ประสบการณ์การรบจริง ทำให้การปลดเขาออกจากโครงสร้างอำนาจ ถูกมองว่าเป็นความสูญเสียเชิงยุทธศาสตร์ของกองทัพ
การหายไปของประวัติชีวประวัติของจางจากเว็บไซต์ทางการของ PLA ยิ่งตอกย้ำว่า เขาหลุดจากรายชื่อคนที่ผู้นำจีนโปรดปรานอย่างสิ้นเชิง
อำนาจรวมศูนย์ กับผลข้างเคียงที่ตามมา
นับตั้งแต่ขึ้นสู่อำนาจในปี 2012 สี จิ้นผิงเดินหน้าแคมเปญต่อต้านคอร์รัปชันในทุกภาคส่วนของรัฐ และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เป้าหมายหลักได้หันมาที่กองทัพอย่างชัดเจน
ก่อนหน้านี้ พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ขับ เหอ เหวยตง รองประธาน CMC อีกรายออกจากตำแหน่ง และในปี 2024 อดีตรัฐมนตรีกลาโหมจีนถึงสองคนก็ถูกปลดจากพรรคจากคดีคอร์รัปชัน
แม้ว่าเหตุการณ์ล่าสุดนี้จะช่วยให้สี จิ้นผิงรวบอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า บรรยากาศแห่งความหวาดระแวงอาจทำให้กองทัพจีนเผชิญปัญหาในทางปฏิบัติ ตั้งแต่การตัดสินใจที่ระมัดระวังเกินไป ไปจนถึงการขาดความกล้าในการเสนอความเห็นทางทหารที่ขัดกับผู้นำ
ผลกระทบต่อไต้หวัน
ท่ามกลางความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวัน นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า การกวาดล้างนายพลจะไม่ทำให้ เป้าหมายของจีนต่อไต้หวันเปลี่ยนแปลง เพราะเป็นนโยบายระดับพรรคและตัวสี จิ้นผิงเอง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อาจเปลี่ยนคือ กระบวนการตัดสินใจทางทหาร เมื่ออำนาจและการชี้ขาดยิ่งกระจุกตัวอยู่ที่ผู้นำสูงสุด ท่ามกลางกองทัพที่ขาดผู้นำมืออาชีพ และเต็มไปด้วยความหวาดระแวงทางการเมือง
ในบริบทนี้ การกวาดล้างนายพลระดับสูงจึงไม่ใช่เพียงข่าวการเมืองภายในจีน แต่เป็นสัญญาณที่ทั่วโลกต้องจับตา ว่า กองทัพจีนภายใต้สี จิ้นผิง กำลังก้าวไปสู่ความแข็งแกร่ง หรือความเปราะบางรูปแบบใหม่
คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กองทัพจีน