กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ขยับเข็มนาฬิกาวันสิ้นโลกจนอยู่ห่างจากเที่ยงคืนเพียง 85 วินาที ใกล้ที่สุดเท่าที่เคยมีมา จากวิกฤตความขัดแย้งระหว่างประเทศ, สภาพภูมิอากาศ และเทคโนโลยีอย่าง AI

เมื่อ 27 ม.ค. 2569 กลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากองค์การจดหมายข่าวนักวิทยาศาสตร์ด้านปรมาณู (The Bulletin of the Atomic Scientists - BAS) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ ประกาศว่า เข็มของ “ดูมส์เดย์ คล็อก” (Doomsday Clock) หรือ “นาฬิกาวันสิ้นโลก” ถูกขยับมาอยู่ที่ 85 วินาทีก่อนถึงเที่ยงคืนแล้ว

เวลา “เที่ยงคืน” นั้น เป็นตัวแทนของช่วงเวลาที่มนุษย์จะทำให้โลกไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป และตัวเลข 85 วินาทีก่อนเที่ยงคืนถือเป็นจุดที่ใกล้เวลาเที่ยงคืนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา นับตั้งแต่ BAS สร้าง “นาฬิกาวันสิ้นโลก” ขึ้นมาในปี 2490 เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นว่ามนุษยชาติเข้าใกล้การทำลายล้างโลกมากเพียงใด

เข็มนาฬิกาที่เคยหยุดนิ่งในปี 2566-2567 กลับถูกปรับเข้าใกล้เที่ยงคืนมากขึ้น 2 ปีติดต่อกัน เนื่องจากความก้าวหน้าที่ไม่เพียงพอในการต่อสู้หรือควบคุมความท้าทายระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านนิวเคลียร์, วิกฤตสภาพภูมิอากาศ, ภัยคุกคามทางชีวภาพ และความก้าวหน้าของ “เทคโนโลยีที่พลิกผันโลก” อย่างเช่น AI

นอกจากนี้ คณะนักวิทยาศาสตร์ยังระบุว่าการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จ การบิดเบือนข้อมูล และทฤษฎีสมคบคิด เป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติด้วยเช่นกัน

“มนุษยชาติยังไม่มีความก้าวหน้าเพียงพอในการรับมือกับความเสี่ยงต่อการดำรงอยู่ซึ่งเป็นอันตรายต่อเราทุกคน” อเล็กซานดรา เบลล์ ประธานและซีอีโอของ BAS ระบุถึงเหตุผลเบื้องหลังการปรับเข็มนาฬิกาในปีนี้

“นาฬิกาวันสิ้นโลกเป็นเครื่องมือสื่อสารว่าเราเข้าใกล้การทำลายล้างโลกด้วยเทคโนโลยีที่เราสร้างขึ้นเองมากเพียงใด ความเสี่ยงที่เราเผชิญจากอาวุธนิวเคลียร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเทคโนโลยีที่พลิกผันโลกนั้นต่างกำลังเพิ่มสูงขึ้น ทุกวินาทีมีค่า และเวลาของเรากำลังจะหมดลง”

...

“มันเป็นความจริงที่ทำใจได้ยาก แต่นี่คือความจริงที่เรากำลังเผชิญ” เบลล์กล่าว

เมื่อปีที่แล้ว BAS ขยับเข็มนาฬิกาเป็น 89 วินาทีก่อนถึงเที่ยงคืน และเตือนว่า นานาประเทศจำเป็นต้องเปลี่ยนทิศทางไปสู่ความร่วมมือระหว่างประเทศ และดำเนินการจัดการกับความเสี่ยงต่อการดำรงอยู่ที่วิกฤตที่สุด

“แทนที่จะรับฟังคำเตือนนี้ บรรดาประเทศมหาอำนาจกลับยิ่งมีท่าทีที่ก้าวร้าว เผชิญหน้า และยึดมั่นในลัทธิชาตินิยมมากขึ้น” ดร. แดเนียล โฮลซ์ ประธานคณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และความมั่นคงของ BAS กล่าวในการบรรยายสรุปเมื่อวันอังคาร

“ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2568 โดยมีการปฏิบัติการทางทหารหลายครั้งที่เกี่ยวข้องกับรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง นอกจากนี้ สนธิสัญญาฉบับสุดท้ายที่ควบคุมคลังแสงนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียกำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบกว่าครึ่งศตวรรษที่จะไม่มีสิ่งใดมาขัดขวางการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ที่อาจบานปลายจนเกินควบคุมได้เลย”

ไม่เพียงเท่านั้น ดร.โฮลซ์กล่าวเสริมว่า “ความอันตรายร้ายแรงยังคงปรากฏชัดในสาขาชีววิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในด้านที่กำลังเกิดขึ้นใหม่อย่างการพัฒนา สิ่งมีชีวิตกระจกเงาสังเคราะห์ (synthetic mirror life) แม้จะมีคำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกก็ตาม”

“ประชาคมระหว่างประเทศยังไม่มีแผนการทำงานที่ประสานกัน และโลกยังคงขาดความพร้อมในการรับมือกับภัยคุกคามทางชีวภาพที่อาจสร้างความเสียหายย่อยยับได้”

“การเติบโตและการใช้เครื่องมือ AI อย่างรวดเร็ว ประกอบกับการขาดระเบียบข้อบังคับ ยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟให้กับการแพร่กระจายข้อมูลที่ผิดและการบิดเบือนข้อมูล ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อความพยายามในการจัดการกับภัยคุกคามเหล่านี้ และยังทำให้ภัยพิบัติอื่น ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นเลวร้ายลงไปอีก” ดร.โฮลซ์ระบุ


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : cnn