นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ประกาศความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ครั้งสำคัญกับสหภาพยุโรป หลังเจรจายืดเยื้อมานานเกือบ 2 ทศวรรษ ชูจุดแข็งครอบคลุมจีดีพีโลกถึง 25% หวังลดการพึ่งพาสหรัฐฯ หลังเผชิญกำแพงภาษีจากโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมเปิดตลาดอินเดียรับสินค้าแบรนด์ยุโรป ทั้งรถยนต์และไวน์ แลกส่งออกสิ่งทอ-ยา
นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย แถลงเมื่อวันนี้ (27 ม.ค.) ว่า อินเดียและสหภาพยุโรป (อียู) ได้ข้อสรุปในข้อตกลงการค้าครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูตลาดที่มีประชากรมากที่สุดในโลกให้กับกลุ่มประเทศสมาชิกอียูทั้ง 27 ชาติ หลังจากใช้ความพยายามในการเจรจาแบบลุ่มๆ ดอนๆ มานานเกือบ 20 ปี
นายกฯ โมดี ระบุว่าข้อตกลงนี้เป็น "มารดาแห่งข้อตกลงทั้งปวง" โดยจะมีผลครอบคลุมถึง 25% หรือ 1 ใน 4 ของจีดีพีโลก และคิดเป็น 1 ใน 3 ของมูลค่าการค้าโลก ซึ่งจะสร้างโอกาสมหาศาลให้กับประชากรอินเดีย 1,400 ล้านคน และผู้คนหลายล้านคนในยุโรป
ทั้งนี้ นายกฯ โมดี และนางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป มีกำหนดจะประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการร่วมกันในการประชุมสุดยอดอินเดีย-อียู ที่กรุงนิวเดลี
ข้อมูลจากสหภาพยุโรประบุว่า การค้าสินค้าระหว่างอินเดียและอียูมีมูลค่าถึง 120,000 ล้านยูโร (ประมาณ 4.43 ล้านล้านบาท) ในปี 2024 เพิ่มขึ้นเกือบ 90% เมื่อเทียบกับทศวรรษที่ผ่านมา และมีการค้าบริการอีก 60,000 ล้านยูโร (ประมาณ 2.22 ล้านล้านบาท)
ส่วนในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2025 มูลค่าการค้าระหว่างอินเดียกับอียูอยู่ที่ 136,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.24 ล้านล้านบาท) ภายใต้ข้อตกลงนี้ อินเดียเตรียมปรับลดมาตรการกีดกันทางการค้าเพื่อให้สินค้าจากยุโรป เช่น รถยนต์ ไวน์ และอาหาร เข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น ขณะที่อินเดียจะได้ประโยชน์จากการส่งออก สิ่งทอ ยา อัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงเครื่องหนัง นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเตรียมลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านความมั่นคง และการอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายแรงงานทักษะสูง นักวิจัย และนักศึกษาอีกด้วย
...
แหล่งข่าวใกล้ชิดการเจรจาระบุว่า การพูดคุยในช่วงท้ายเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยมีประเด็นค้างคา เช่น ผลกระทบจากมาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนของอียูต่ออุตสาหกรรมเหล็ก
การบรรลุข้อตกลงครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามของทั้งอินเดียและอียู ในการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาสหรัฐฯ หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากอินเดียสูงถึง 50% และความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอินเดีย-สหรัฐฯ ล่มสลายลงเมื่อปีที่แล้ว
นอกจากนี้ อินเดียยังพยายามลดการพึ่งพาอาวุธยุทโธปกรณ์จากรัสเซียด้วยการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ๆ ขณะที่ยุโรปเองก็กำลังหาทางเลือกอื่นเพื่อตอบโต้มาตรการภาษีและนโยบายต่างประเทศที่คาดเดาไม่ได้ของสหรัฐฯ เช่นกัน
นางฟอน แดร์ ไลเอิน กล่าวย้ำว่า "ในโลกที่แตกแยก เราได้แสดงให้เห็นแล้วว่ายังมีหนทางอื่นที่เป็นไปได้" โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศคาดการณ์ว่าอินเดียจะก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 4 ของโลกในปีนี้
สำหรับขั้นตอนต่อไป ข้อตกลงนี้จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทางกฎหมายซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือน ก่อนจะมีการลงนามอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเตรียมสรุปข้อตกลงด้านการเคลื่อนย้ายแรงงานตามฤดูกาล นักศึกษา นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง รวมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงและกลาโหม โดยถือเป็นความสำเร็จต่อเนื่องของอียูหลังจากที่เพิ่งปิดดีลการค้ากับกลุ่มเมอร์โกซูร์ (อเมริกาใต้) อินโดนีเซีย เม็กซิโก และสวิตเซอร์แลนด์ไปก่อนหน้านี้.