"ไบต์แดนซ์" (ByteDance) บริษัทแม่ของ TikTok ยักษ์ใหญ่จากจีน แถลงยืนยันการบรรลุข้อตกลงจัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ภายใต้ชื่อ "TikTok USDS Joint Venture LLC" เพื่อแยกการบริหารจัดการแอปพลิเคชันในสหรัฐฯ ออกจากธุรกิจทั่วโลกอย่างเป็นทางการ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อคุ้มครองข้อมูลผู้ใช้งานและแก้ไขความกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ส่งผลให้ TikTok รอดพ้นจากการถูกสั่งแบนในสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อมานานหลายปี
ภายใต้ข้อตกลงครั้งนี้ ByteDance จะลดสัดส่วนการถือหุ้นในกิจการร่วมทุนดังกล่าวลงเหลือเพียง 19.9% ขณะที่อีก 80.1% จะถือครองโดยนักลงทุนจากสหรัฐฯ และนักลงทุนระดับโลก โดยมี 3 ผู้ลงทุนหลักคือ Oracle: ยักษ์ใหญ่ด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง (ถือหุ้น 15%) Silver Lake กลุ่มบริษัทจัดการสินทรัพย์รายใหญ่ (ถือหุ้น 15%) MGX: บริษัทเพื่อการลงทุนจากอาบูดาบี (ถือหุ้น 15%) นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มทุนชั้นนำเข้าร่วมด้วย เช่น Dell Family Office ของ Michael Dell รวมถึงนักลงทุนจากกลุ่ม Alpha Wave Partners และ NJJ Capital เป็นต้น
บริษัทใหม่นี้จะทำหน้าที่ดูแลข้อมูลผู้ใช้งานชาวอเมริกันกว่า 200 ล้านคน รวมถึงแอปพลิเคชันและอัลกอริทึมทั้งหมด โดยจะใช้โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ของ Oracle ในสหรัฐฯ เพื่อทดสอบและอัปเดตระบบแนะนำเนื้อหา ทั้งนี้ ByteDance จะยังคงเป็นเจ้าของฝ่ายปฏิบัติการทางธุรกิจที่สร้างรายได้ เช่น อีคอมเมิร์ซและโฆษณา แต่จะไม่มีอำนาจเหนือข้อมูลและอัลกอริทึมในฝั่งสหรัฐฯ
สำหรับการบริหารงาน ได้มีการแต่งตั้งอดัม เพรสเซอร์ ดำรงตำแหน่งซีอีโอ และวิล ฟาร์เรล เป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความปลอดภัย (CSO) โดยมีโจว โซ่วจือ ซีอีโอของ TikTok Global ร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัท
"ทรัมป์" เผยเป็นชัยชนะครั้งสำคัญประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเคยพยายามแบนแอปฯ นี้ในปี 2020 ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียแสดงความยินดีต่อดีลนี้ว่า "ผมดีใจมากที่ได้ช่วยรักษา TikTok ไว้ได้! ตอนนี้มันจะถูกถือครองโดยกลุ่มผู้รักชาติชาวอเมริกันและเหล่านักลงทุน" ทรัมป์ยังกล่าวเสริมว่า TikTok มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เขาชนะการเลือกตั้งปี 2024 ผ่านการเข้าถึงฐานเสียงคนรุ่นใหม่
...
ทรัมป์ยังขอบคุณรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ และทีมงานที่ช่วยเจรจา พร้อมกล่าวชื่นชมประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่อนุมัติข้อตกลงนี้ โดยระบุว่าเป็นการตัดสินใจที่ "น่าชื่นชม"
ข้อตกลงนี้ถือเป็นการยุติความไม่แน่นอนทางกฎหมายก่อนถึงเส้นตายในวันที่ 23 มกราคม ซึ่งเป็นวันที่กฎหมายบังคับขายกิจการ (Divestiture Law) จะมีผลบังคับใช้ หากไม่สามารถตกลงเงื่อนไขการแยกธุรกิจได้สำเร็จ.