ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า เกาหลีเหนือสามารถผลิตวัสดุนิวเคลียร์ได้เพียงพอสำหรับการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ปีละประมาณ 10–20 ลูก พร้อมเตือนหากคลังแสงล้นข้ามพรมแดนจะกลายเป็นภัยคุกคามระดับโลก เสนอใช้แนวทางเจรจาสไตล์ "โดนัลด์ ทรัมป์" เป็นกุญแจสำคัญในการคลี่คลายสถานการณ์

ประธานาธิบดีอี แจมยอง แห่งเกาหลีใต้ ได้แถลงข่าวเนื่องในวาระขึ้นปีใหม่ โดยเปิดเผยข้อมูลว่า ขณะนี้เกาหลีเหนือยังคงเดินหน้าผลิตวัสดุนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่องในปริมาณมหาศาล ซึ่งอาจนำไปสู่การขยายตัวของอาวุธทำลายล้างสูงเกินกว่าที่โลกจะรับมือได้

ประธานาธิบดีอี ระบุว่าปัจจุบันเกาหลีเหนือสามารถผลิตวัสดุนิวเคลียร์ที่เพียงพอต่อการสร้างอาวุธได้ปีละ 10 ถึง 20 ลูก ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ที่มีเป้าหมายโจมตีแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ "เมื่อถึงจุดหนึ่ง เกาหลีเหนือจะมีคลังแสงนิวเคลียร์และขีดความสามารถ ICBM มากพอตามที่เขาต้องการเพื่อรักษาอำนาจทางการเมือง และหากมันมีมากเกินความต้องการ วัสดุเหล่านี้จะถูกส่งออกไปนอกพรมแดน ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของอันตรายระดับโลก" 

เกาหลีเหนือให้เหตุผลมายาวนานว่า โครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธเป็นเครื่องยับยั้งต่อความพยายามเปลี่ยนแปลงระบอบจากสหรัฐฯ และพันธมิตร แม้เกาหลีเหนือจะเพิกเฉยต่อข้อเสนอเจรจาของเกาหลีใต้มาโดยตลอด แต่ประธานาธิบดีอี ซึ่งมีนโยบายเน้นการทูตมากกว่าไม้แข็งเหมือนรัฐบาลชุดก่อน เห็นว่าบุคลิกเฉพาะตัวของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจเป็น "สินทรัพย์สำคัญ" ในการเจรจากับคิม จองอึน

"แนวทางแบบคุณทรัมป์ดูเหมือนจะช่วยได้มากเมื่อต้องคุยกับคิม จองอึน ผมยินดีที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยประคองจังหวะในกระบวนการนี้" เขากล่าว พร้อมเสริมว่าเป้าหมายที่สำคัญคือการหยุดยั้งการผลิตวัสดุนิวเคลียร์ การพัฒนา ICBM และการส่งออกเทคโนโลยีไปต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์ของทุกฝ่าย

...

การแถลงครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด หลังจากเกาหลีเหนือกล่าวหาว่าเกาหลีใต้ส่งโดรนรุกล้ำเข้าไปในเมืองแกซอง ซึ่งอยู่ใกล้ชายแดน

แม้ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้จะปฏิเสธว่ารัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ได้บอกใบ้ว่าอาจเป็นการกระทำของภาคพลเรือน โดยล่าสุดมีชายคนหนึ่งออกมาอ้างตัวว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการส่งโดรนดังกล่าว โดยระบุว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าไป "วัดระดับรังสี" ที่โรงงานแปรรูปยูเรเนียมในฝั่งเกาหลีเหนือ.


ที่มา AFP