ศาลญี่ปุ่นเตรียมอ่านคำพิพากษาต่อคดีของนายเท็ตสึยะ ยามางามิ วัย 45 ปี ชายผู้รับสารภาพยิงสังหาร ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ระหว่างการหาเสียงกลางแจ้งที่เมืองนารา เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2022 โดยคดีนี้แทบไม่มีข้อกังขาเรื่องความผิด เนื่องจากจำเลยยอมรับสารภาพตั้งแต่วันแรกของการพิจารณาคดีในเดือนตุลาคม 2025 ขณะที่ทนายจำเลยขอความเมตตา อ้างมูลเหตุจูงใจจากความแค้นต่อ "ลัทธิมูน" ที่ทำลายครอบครัวจนย่อยยับ
ศาลญี่ปุ่นเตรียมอ่านคำพิพากษาในวันนี้ (21 ม.ค.) ต่อคดีของ นายเท็ตสึยะ ยามางามิ วัย 45 ปี ผู้ต้องหาที่ยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ลอบสังหารนายชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของญี่ปุ่น เมื่อเดือนกรกฎาคม 2022 ซึ่งคดีนี้ไม่เพียงแต่เป็นคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญ แต่ยังเปิดโปงความสัมพันธ์อันอื้อฉาวระหว่างนักการเมืองระดับสูงและลัทธิทางศาสนา
ในการพิจารณคดีนัดแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ยามางามิให้การยอมรับว่า "ทุกอย่างเป็นความจริง ผมเป็นคนทำเอง" เขาใช้ปืนประดิษฐ์เองจากท่อเหล็กและเทปกาว ยิงนายอาเบะ 2 นัดซ้อน ขณะกำลังปราศรัยช่วยหาเสียงในเมืองนารา
แรงจูงใจของยามางามิกลายเป็นประเด็นที่สังคมญี่ปุ่นถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ทนายความฝ่ายจำเลยระบุว่าเขาคือ "เหยื่อของการทารุณกรรมทางศาสนา" โดยเผยว่ามารดาของเขาบริจาคเงินให้แก่ "โบสถ์แห่งความสามัคคี" (Unification Church) หรือที่รู้จักในชื่อลัทธิมูน จนล้มละลาย รวมเป็นเงินกว่า 100 ล้านเยน (ราว 20 ล้านบาท) ซึ่งรวมถึงเงินประกันชีวิตของบิดาด้วย
ยามางามิเผยว่าความแค้นของเขาพุ่งเป้าไปที่นายอาเบะ หลังจากเห็นคลิปวิดีโอที่นายอาเบะส่งข้อความสนับสนุนกิจกรรมของโบสถ์ดังกล่าว แม้เขาจะยอมรับว่าเป้าหมายแรกเริ่มคือผู้บริหารระดับสูงของโบสถ์ก็ตาม
...
เออิโตะ ซูซูกิ ผู้สื่อข่าวที่เกาะติดคดีนี้ระบุว่า บรรยากาศในศาลเต็มไปด้วยความโศกเศร้า โดยเฉพาะเมื่อภรรยาหม้ายของนายอาเบะ นางอากิเอะ อาเบะ รับฟังคำให้การที่ว่าสามีของเธออาจเป็นเพียง "เครื่องมือ" ในการชำระแค้นลัทธิศาสนา เธอกล่าวต่อศาลด้วยความสะเทือนใจว่า "ความโศกเศร้าจากการสูญเสียสามีจะไม่มีวันจางหายไป... ฉันแค่ต้องการให้เขามีชีวิตอยู่ต่อเท่านั้น"
ในขณะเดียวกัน พี่สาวของยามางามิได้ขึ้นให้การในฐานะพยานฝ่ายจำเลย เล่าถึงความทุกข์ยากที่พี่น้องต้องเผชิญจากการที่แม่หมกมุ่นกับลัทธิ ซึ่งสร้างความสลดใจให้แก่ผู้เข้าฟังการพิจารณาคดีเป็นอย่างมาก
ด้านฝ่ายอัยการ เรียกร้องให้ศาลลงโทษ จำคุกตลอดชีวิต โดยชี้ว่าเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมและทำลายรากฐานความสงบสุขของประเทศที่มีกฎหมายควบคุมปืนอย่างเข้มงวดอย่างญี่ปุ่น ขณะที่ฝ่ายจำเลยขอให้ศาลลงโทษ จำคุกไม่เกิน 20 ปี โดยขอให้พิจารณาปัจจัยแวดล้อมทางสังคมและโศกนาฏกรรมส่วนตัวที่หล่อหลอมให้จำเลยก่อเหตุ
ริน อูชิยามะ นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยควีนส์เบลฟาสต์ ให้ความเห็นว่าความเห็นใจที่สังคมมีต่อยามางามินั้น เกิดจากความไม่พอใจสะสมที่ชาวญี่ปุ่นมีต่อลัทธิทางศาสนาที่ใช้วิธีบีบคั้นเงินบริจาค อย่างไรก็ตาม "ความเป็นเหยื่อ" ของเขาไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการก่ออาชญากรรมร้ายแรงเช่นนี้ได้
บทสรุปของคดีนี้จะเป็นบททดสอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมญี่ปุ่น ว่าจะพิจารณาโทษอย่างไรระหว่างความผิดทางอาญาที่ชัดเจน กับปูมหลังอันขมขื่นที่สะท้อนปัญหาสังคมในระดับลึก.
ที่มา BBC