เกิดเหตุฉลามโจมตีถึง 3 ครั้งในบริเวณชายหาดของนครซิดนีย์ ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 วัน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างน้อย 2 ราย
เมื่อวันจันทร์ที่ 19 ม.ค. 2569 ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ระบุในแถลงการณ์ว่า เมื่อช่วงเย็นวันจันทร์ที่ผ่านมา ชายคนหนึ่งถูกฉลามโจมตีที่หาดแมนลี (Manly Beach) และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการบาดเจ็บสาหัส ขณะที่ตำรวจสั่งปิดหาดทุกแห่งอย่างไม่มีกำหนดทันที
ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง เด็กชายวัย 11 ปี ต้องได้รับความช่วยเหลือให้ออกมาจากหาดดีวาย (Dee Why Beach) ในซิดนีย์ หลังจากสงสัยว่าถูกฉลามกัดเข้าที่กระดานโต้คลื่น ซึ่งทำให้สภาท้องถิ่นได้ออกมาเตือนให้นักว่ายน้ำและนักโต้คลื่นใช้ความระมัดระวังอย่างสูง
เมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ เด็กชายวัย 12 ขวบ ก็ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการบาดเจ็บขั้นวิกฤต หลังจากถูกฉลามขนาดใหญ่โจมตีขณะกำลังว่ายน้ำในอ่าวซิดนีย์
ข่าวระบุว่า เด็กชายวัย 12 ขวบกับกลุ่มเพื่อนกำลังกระโดดหน้าผาหินที่มีความสูง 6 เมตรลงสู่น้ำที่หาดชาร์ก (Shark Beach) ซึ่งถือเป็นจุดว่ายน้ำยอดนิยม ในย่านวอคลูส (Vaucluse) ชานเมืองซิดนีย์ ก่อนที่การโจมตีจะเกิดขึ้น
เพื่อนๆ ช่วยกันดึงตัวเด็กชายขึ้นจากน้ำก่อนที่หน่วยกู้ภัยจะมาถึง ซึ่งตำรวจระบุว่าการกระทำของเพื่อนๆ นี่เองที่ทำให้เด็กชายมีโอกาสรอดชีวิต โดยขณะนี้เขายังคงพักรักษาตัวอยู่ในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU)
โจเซฟ แมคนัลตี ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการพื้นที่ทางทะเลบอกกับผู้สื่อข่าวว่า เมื่อตำรวจน้ำไปถึงพวกเขาได้พบกับ “ภาพสะเทือนขวัญ” พวกเขาดึงตัวเด็กชายขึ้นบนเรือสปีดโบ๊ทของตำรวจ และใช้สายรัดห้ามเลือด เพื่อพยายามหยุดเลือดที่ไหลออกมาจากขาทั้งสองข้างของเขา
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้พยายามทำ CPR เพื่อยื้อชีวิตเด็กชาย ในขณะที่เรือกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือที่มีรถพยาบาลจอดรออยู่
...
เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเด็กชายวัย 12 ขวบ ถูกโจมตีโดยฉลามหัวบาตร ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ดุร้ายและมักพบในน่านน้ำอุ่นและน้ำตื้น ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านถือว่าฉลามหัวบาตรเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ฉลามที่อันตรายที่สุดในโลก
นายแมคนัลตีเชื่อว่าฝนที่ตกหนักในช่วงสุดสัปดาห์และสภาพน้ำกร่อยอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิด “สภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดเหตุฉลามโจมตีมากที่สุด” จนนำไปสู่การโจมตีเมื่อวันอาทิตย์ เนื่องจากน้ำฝนจะชะล้างสารอาหารลงสู่แม่น้ำและมหาสมุทร ซึ่งสามารถดึงดูดให้ฉลามเข้ามาใกล้ชายฝั่งมากขึ้น
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc