ศาลอุทธรณ์ปารีสเริ่มพิจารณาคดี "มารีน เลอ เปน" ผู้นำพรรคฝ่ายขวาจัดของฝรั่งเศส หลังถูกศาลชั้นต้นสั่งห้ามลงเลือกตั้ง 5 ปี ฐานยักยอกงบประมาณสหภาพยุโรป ด้านพรรค RN จี้กระบวนการยุติธรรมไม่ควรขวางทางประชาธิปไตย ขณะที่กูรูการเมืองจับตา 4 แนวทางคำตัดสินที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์การเลือกตั้งฝรั่งเศส

ศาลอุทธรณ์ในกรุงปารีสเริ่มการพิจารณาคดีที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของ "มารีน เลอ เปน" วัย 57 ปี ผู้นำพรรค National Rally (RN) เพื่อคัดค้านคำตัดสินเดิมที่สั่งลงโทษจำคุก 4 ปี รอลงอาญา 2 ปี ปรับเงิน 1 แสนยูโร และที่สำคัญที่สุดคือ การห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งจะมีผลทันที

หากคำสั่งแบนนี้ยังคงอยู่ เลอ เปน จะหมดสิทธิ์ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2027 ทันที แม้เธอจะเป็นตัวเก็งอันดับหนึ่งในขณะนี้ก็ตาม โดยเธอยังคงยืนกรานความบริสุทธิ์ว่า "ไม่ได้กระทำความผิดแม้แต่นิดเดียว"

คดีนี้เกิดขึ้นจากการที่เลอ เปน และแกนนำพรรคอีกกว่า 20 คน ถูกกล่าวหาว่านำเงินงบประมาณจากรัฐสภายุโรปไปจ้างงาน "ผู้ช่วย" ที่ไม่ได้ปฏิบัติงานให้รัฐสภาจริง แต่กลับนำมาทำงานให้พรรค RN ในฝรั่งเศสแทน โดยศาลชั้นต้นระบุว่าเธอคือ "หัวใจของระบบ" ที่ทำให้เกิดการยักยอกเงินรวมกว่า 2.9 ล้านยูโร (ประมาณ 100 ล้านบาท)

จอร์แดน บาร์เดลลา ประธานพรรค RN และพันธมิตรคนสำคัญของเลอ เปน กล่าวว่าการตัดสิทธิ์แคนดิเดตที่ชาวฝรั่งเศสจำนวนมากให้การสนับสนุนถือเป็นเรื่องที่ "น่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับระบอบประชาธิปไตย" พร้อมยืนยันว่าเขาจะไม่ลงชิงประธานาธิบดีแข่งกับเลอ เปน แต่เป้าหมายของเขาคือตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหากพรรคชนะการเลือกตั้ง

การพิจารณาคดีจะมีไปจนถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ และคาดว่าจะมีคำตัดสินในช่วงฤดูร้อนปี 2026 โดยผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ ได้แก่ การยกฟ้อง เลอ เปน จะพ้นผิดทุกข้อกล่าวหาและลงสมัครเลือกตั้งปี 2027 ได้อย่างสง่างาม ต่อมาคือ ศาลยืนยันความผิดแต่ยกเลิกคำสั่ง "มีผลบังคับใช้ทันที" ทำให้เธอลงเลือกตั้งได้ในขณะที่สู้คดีในศาลฎีกาต่อ รวมถึงศาลอาจลดระยะเวลาห้ามลงสมัครให้สั้นลงพอที่จะให้เธอลงทะเบียนทันกำหนดในเดือนมีนาคม 2027 และท้ายที่สุดคือการยืนตามศาลชั้นต้น ทำให้โอกาสลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของเธอจะปิดตัวลงเกือบ 100%

...

ขณะนี้มีเพื่อนร่วมพรรคอีก 11 คนร่วมยื่นอุทธรณ์ในคดีนี้ด้วย ขณะที่อีก 12 คน รวมถึงพี่สาวของเธอ ตัดสินใจไม่ยื่นอุทธรณ์และยอมรับโทษตามคำตัดสินเดิม.


ที่มา BBC