กลุ่มสิทธิมนุษยชนอ้างว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในการประท้วงใหญ่ที่ประเทศอิหร่านเพิ่มขึ้นจนมากกว่า 500 ศพแล้ว ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมประชุมทางเลือกต่างๆ ที่จะใช้กับอิหร่าน
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 ม.ค. 2569 กลุ่มสิทธิมนุษยชน HRANA ซึ่งมีฐานอยู่ในสหรัฐฯ ระบุว่า เหตุประท้วงรุนแรงในประเทศอิหร่านทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 490 ศพในฝ่ายผู้ประท้วง ขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเสียชีวิต 48 ศพ โดยมีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 10,600 คน ตลอดการประท้วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
รัฐบาลอิหร่านยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาขู่ก่อนหน้านี้ว่า จะโจมตีอิหร่าน “อย่างหนักหน่วง” หากพวกเขา “เริ่มเข่นฆ่าประชาชน” และโพสต์ข้อความในวันเสาร์ว่า “อิหร่านกำลังมองหาเสรีภาพ ในแบบที่อาจไม่เคยมีมาก่อน สหรัฐฯ พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ!!!”
ด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งบอกกับสำนักข่าว รอยเตอร์ส เมื่อวันอาทิตย์ว่า ทรัมป์มีกำหนดหารือกับที่ปรึกษาอาวุโสในวันอังคารเพื่อพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ ที่จะใช้กับอิหร่าน
ขณะที่ วอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานว่าทางเลือกเหล่านั้นรวมถึงการโจมตีทางทหาร, การใช้อาวุธลับไซเบอร์, การขยายมาตรการคว่ำบาตร และการให้ความช่วยเหลือทางออนไลน์แก่กลุ่มต่อต้านรัฐบาล
ทางด้านนาย โมฮัมหมัด บาเคอร์ กาลิบัฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ได้ออกมาเตือนวอชิงตันไม่ให้ “คาดการณ์ผิดพลาด”
“เราขอพูดให้ชัดเจนว่า ในกรณีที่มีการโจมตีอิหร่าน ดินแดนที่ถูกยึดครอง (อิสราเอล) รวมถึงฐานทัพและเรือทหารทั้งหมดของสหรัฐฯ จะตกเป็นเป้าหมายอย่างชอบธรรมของเรา” กาลิบัฟ ซึ่งเป็นอดีตผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านกล่าว
ทั้งนี้ การประท้วงในอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อ 28 ธ.ค. 2568 จากความไม่พอใจในปัญหาค่าเงินตกต่ำ ก่อนจะลุกลามเป็นการประท้วงต่อต้านการปกครองของรัฐบาล ที่ดำเนินมาตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 2522
...
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอิหร่านกล่าวโทษสหรัฐฯ กับอิสราเอลว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการประท้วงที่เกิดขึ้น เพื่อทำลายเสถียรภาพของอิหร่าน และเรียกกลุ่มผู้ประท้วงบางส่วนที่ก่อเหตุจุดไฟเผามัสยิด, โจมตีธนาคาร และทรัพย์สินสาธารณะว่า “ผู้ก่อการร้าย”
“เหล่าครอบครัวทั้งหลาย ผมขอร้องพวกคุณว่า อย่าปล่อยให้ลูกหลานของท่านเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ก่อจลาจลและผู้ก่อการร้ายที่ตัดศีรษะและเข่นฆ่าผู้คน” นายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน กล่าวในการสัมภาษณ์ผ่านทางโทรทัศน์ พร้อมเสริมว่ารัฐบาลพร้อมที่จะรับฟังประชาชนและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อิหร่านได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตอังกฤษเข้าพบที่กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อประท้วงต่อ “ความเห็นในเชิงแทรกแซง” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศแห่งอังกฤษ กับกรณีที่มีผู้ประท้วงปลดธงชาติอิหร่านออกจากอาคารสถานทูตในกรุงลอนดอน แล้วแทนที่ด้วยธงยุคก่อนการปฏิวัติอิสลาม
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : cna