รัฐบาลรักษาการเวเนซุเอลาภายใต้การนำของ "เดลซี โรดริเกซ" เริ่มปล่อยตัวนักโทษการเมืองชุดแรก เพื่อสร้างความปรองดองในชาติและแสดงเจตจำนงที่ดีต่อสหรัฐฯ ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปิดคุกอื้อฉาว "เอล เฮลิคอยด์" ทันที ขณะที่ผู้นำฝ่ายค้าน "มาเรีย คอรีนา มาชาโด" เตรียมบินพบทรัมป์สัปดาห์หน้า

รัฐบาลเวเนซุเอลาได้เริ่มกระบวนการปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่าเป็น "นักโทษการเมือง" โดยความเคลื่อนไหวนี้นับเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลังจากที่กองกำลังสหรัฐฯ ได้บุกจู่โจมสายฟ้าแลบในกรุงคารากัสเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค.) เพื่อจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ไปดำเนินคดีในข้อหายาเสพติดที่นครนิวยอร์ก

กระทรวงการต่างประเทศสเปนยืนยันว่า มีชาวสเปน 5 รายได้รับอิสรภาพแล้ว โดยหนึ่งในนั้นคือ โรซิโอ ซาน มิเกล ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและนักเคลื่อนไหวชื่อดังที่ถูกจับกุมเมื่อต้นปี 2024 ในข้อหาทรยศต่อชาติและสมคบคิดลอบสังหารมาดูโร ซึ่งเธอเป็นนักวิจารณ์ตัวยงที่ถูกคุมขังมานานเกือบสองปี

จอร์จ โรดริเกซ  ประธานสภาแห่งชาติและพี่ชายของประธานาธิบดีรักษาการ เดลซี โรดริเกซ แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจว่า การปล่อยตัวครั้งนี้ทำไปเพื่อ "ความสามัคคีของชาติและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ" แม้จะไม่ได้ระบุจำนวนหรือรายชื่อทั้งหมด แต่คาดว่าจะมีผู้ได้รับอิสรภาพเป็นจำนวนมาก

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไล่เลี่ยกับคำประกาศของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่สั่งให้ปิดคุก "เอล เฮลิคอยด์" (El Helicoide) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการกดขี่ทางการเมืองและขึ้นชื่อเรื่องการทรมานนักโทษด้วยการทุบตีและช็อตไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิทธิมนุษยชน Provea เตือนว่าการปิดคุกแห่งนี้ไม่ควรทำให้สังคมละเลยสถานกักกันอื่นๆ ที่ยังคงเปิดใช้งานอยู่ทั่วประเทศ

...

ด้าน มาเรีย คอรีนา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านและเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งเรียกร้องให้ปล่อยตัวพันธมิตรของเธอมาโดยตลอด มีกำหนดการจะเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า

จากการสัมภาษณ์ในรายการ Hannity ทางช่องฟ็อกซ์นิวส์ ประธานาธิบดีทรัมป์เผยว่า มาชาโดได้เสนอที่จะมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพของเธอให้แก่เขา ซึ่งทรัมป์ระบุว่า "นั่นถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง"

เบื้องหลังการกวาดล้างทางการเมืองตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภายใต้รัฐบาลของมาดูโร โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งปี 2024 ที่มีการโต้แย้งอย่างหนัก ฝ่ายค้านและกลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวหาว่ารัฐบาลใช้การจับกุมเพื่อปิดปากผู้เห็นต่าง ขณะที่อัยการสูงสุดของมาดูโรปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่มีนักโทษการเมืองในประเทศ มีเพียงผู้กระทำความผิดจริงตามกฎหมายเท่านั้น

การเริ่มปล่อยตัวนักโทษในครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านอำนาจ และเป็นท่าทีที่รัฐบาลรักษาการแสดงความพร้อมที่จะร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการกำหนดอนาคตใหม่ของเวเนซุเอลา.


ที่มา BBC