วุฒิสภาสหรัฐฯ เห็นชอบหลักการร่างมติอำนาจการทำสงคราม เพื่อหวังจะสกัดไม่ให้ โดนัลด์ ทรัมป์ มีมาตรการทางทหารในเวเนซุเอลาโดยที่รัฐสภาไม่อนุญาตอีก

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (8 ม.ค. 2569) วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างมติอำนาจการทำสงคราม (War Powers Resolution) ที่ร่วมกันร่างโดยพรรครีพับลิกันและเดโมแครต เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ โดนัลด์ ทรัมป์ มีมาตรการทางทหารต่อเวเนซุเอลาเพิ่มเติม หลังทรัมป์สั่งโจมตีและจับตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยไม่แจ้งให้สภาคองเกรสทราบล่วงหน้า

มาตรการนี้ผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 52 เสียง และคัดค้าน 47 เสียง โดยสมาชิกพรรคเดโมแครตทุกคนลงคะแนนเห็นชอบ พร้อมด้วยสมาชิกพรรครีพับลิกันอีก 5 คน ได้แก่ แรนด์ พอล, ทอดด์ ยัง, ลิซา เมอร์คอวสกี, จอช ฮอว์ลีย์ และซูซาน คอลลินส์

มติดังกล่าวซึ่งนำเสนอโดยวุฒิสมาชิก ทิม เคน จากพรรคเดโมแครต กำหนดให้ทรัมป์ต้องขออนุญาตก่อนที่จะโจมตีหรือใช้กำลังทหารต่อเวเนซุเอลา โดยหากวุฒิสภาให้การรับรองร่างมตินี้ในขั้นตอนสุดท้าย ร่างดังกล่าวจะต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและต้องได้รับการลงนามโดยทรัมป์จึงจะมีผลบังคับใช้ได้

มีความเป็นไปได้สูงที่นายทรัมป์จะไม่ลงนามบังคับใช้กฎหมาย แต่การลงมติครั้งนี้ก็ถือเป็นการตำหนิประธานาธิบดีอย่างรุนแรง ซึ่งทรัมป์ได้ตอบโต้โดยระบุว่า วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันที่สนับสนุนมตินี้ ไม่ควรได้รับเลือกให้เข้ามาดำรงตำแหน่งอีก

“การลงมติครั้งนี้ขัดขวางการป้องกันตนเองและความมั่นคงของชาติอเมริกันอย่างร้ายแรง โดยเป็นการริดรอนอำนาจของประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด” ทรัมป์โพสต์บน Truth Social โดยระบุด้วยว่า ร่างมติอำนาจการทำสงครามดังกล่าว ซึ่งเป็นกฎหมายยุคสงครามเวียดนามที่สภาคองเกรสออกมาเพื่อหยุดยั้งประธานาธิบดีจากการทำสงครามโดยไม่ได้รับอนุมัตินั้น “ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”

...

ทั้งนี้ หลังจากปฏิบัติการบุกจู่โจมเมื่อวันเสาร์ซึ่งกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ ได้บุกโจมตีกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา และนำตัวมาดูโรไปยังนิวยอร์กเพื่อเข้ารับการพิจารณาคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับ “การก่อการร้ายค้ายาเสพติด” นายทรัมป์ก็ออกมาระบุว่า เขาไม่ได้บอกฝ่ายนิติบัญญัติล่วงหน้าเพราะ “สภาคองเกรสชอบทำข้อมูลรั่วไหล”

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่สมาชิกพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันบางส่วน ซึ่งโต้แย้งว่าการบุกจู่โจมเวเนซุเอลานั้น เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และเสี่ยงที่จะทำให้สหรัฐฯ ต้องจมดิ่งเข้าสู่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : the guardian