รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ จะเข้ามามีบทบาทเหนืออำนาจอธิปไตยของเวเนซุเอลา โดยจะเป็นผู้ "ควบคุม" การตัดสินใจของรัฐบาลรักษาการและควบคุมการขายน้ำมันของประเทศที่มีปริมาณสำรองน้ำมันมากที่สุดในโลกแห่งนี้อย่างไม่มีกำหนด
คาโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว แถลงว่าภายหลังปฏิบัติการของหน่วยรบพิเศษที่เข้าจับกุมอดีตประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร และภรรยาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค.) ทำให้สหรัฐฯ มี "อำนาจต่อรองสูงสุด" เหนือหน่วยงานรักษาการในเวเนซุเอลา โดยระบุชัดเจนว่า "การตัดสินใจของพวกเขาจะยังคงถูกบงการโดยสหรัฐอเมริกา"
ปฏิบัติการครั้งนี้ ทรัมป์เรียกว่า "Donroe Doctrine" ที่เป็นการดัดแปลงจากหลักการมอนโร เพื่อย้ำเตือนถึงอิทธิพลเหนือชาติในแถบอเมริกากลางและอเมริกาใต้ที่เปรียบเสมือนสนามหลังบ้านของสหรัฐฯ
แผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ทรัมป์วางไว้ระบุว่า เวเนซุเอลาต้องส่งมอบน้ำมันดิบระหว่าง 30-50 ล้านบาร์เรลให้สหรัฐฯ เป็นผู้ดำเนินการขาย โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ "เงินรายได้จากการขายน้ำมันดังกล่าว เวเนซุเอลาจะต้องนำไปใช้ซื้อสินค้าที่ผลิตในอเมริกาเท่านั้น" ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่สินค้าเกษตร เครื่องจักร อุปกรณ์การแพทย์ ไปจนถึงอุปกรณ์ด้านพลังงาน
หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานเมื่อวานนี้อ้างแหล่งข่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และคณะที่ปรึกษากำลังวางแผนเข้ายึดครองอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาในช่วงหลายปีข้างหน้า แผนที่กำลังพิจารณาอยู่ เช่น เข้าไปควบคุมพีดีวีเอสเอ (PDVSA) ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันของรัฐ ผ่านการทำข้อตกลงลงทุนร่วมที่เวเนซุเอลาเคยทำกับบริษัทน้ำมันสหรัฐฯ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อซื้อและจัดจำหน่ายน้ำมันที่เวเนซุเอลาผลิตได้
...
ด้าน PDVSA เปิดเผยในวันเดียวกันว่า มีความคืบหน้าในการเจรจากับสหรัฐฯ โดยที่สหรัฐฯ จะต้องซื้อน้ำมันในราคาสากล หนึ่งวันหลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศว่า ได้ทำข้อตกลงกับรัฐบาลเวเนซุเอลาเรื่องให้สหรัฐฯ ซื้อน้ำมันดิบของเวเนซุเอลาได้สูงสุด 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 62,860 ล้านบาท)
นอกจากนี้ คริส ไรท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ยังเสริมว่า สหรัฐฯ จะเข้ามาดูแลการตลาดน้ำมันดิบให้เวเนซุเอลา "อย่างไม่มีกำหนด" เพื่อจัดการกับน้ำมันที่ค้างสต็อกและผลผลิตที่จะตามมาในอนาคต
ขณะที่สหรัฐฯ กำลังประกาศชัยชนะ ทางฝั่งเวเนซุเอลาได้เปิดเผยข้อมูลว่า ปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 100 ราย และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ในจำนวนนี้รวมถึงทหารคิวบา 32 นายที่ทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดให้มาดูโร
เดลซี โรดริเกซ ผู้นำรักษาการของเวเนซุเอลา กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า "นี่คือรอยด่างพร้อยในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของเรา"
เพื่อเป็นการตอกย้ำอำนาจ สหรัฐฯ ยังได้ทำการยึดเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำที่เกี่ยวข้องกับเวเนซุเอลา ซึ่งรวมถึงเรือ "มาริเนรา" ที่ติดธงรัสเซียกลางมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ โดยเมินเฉยต่อคำประณามจากมอสโก และยืนยันว่าเรือลำดังกล่าวเป็นเรือไร้สัญชาติที่ใช้ธงปลอมเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ
ในวันศุกร์นี้ (9 ม.ค.) ทรัมป์มีกำหนดการเข้าพบผู้บริหารบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เพื่อหารือเกี่ยวกับ "โอกาสอันมหาศาล" ในการเข้าไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่กำลังทรุดโทรมของเวเนซุเอลาต่อไป แม้บริษัทยังไม่ให้คำมั่นอย่างเป็นทางการท่ามกลางความผันผวนทางการเมือง.
ที่มา AFP