โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศ สหรัฐฯ จะบริหารเวเนซุเอลาจนกว่าจะสามารถเปลี่ยนผ่านอำนาจได้อย่างปลอดภัย และเผยด้วยว่ามีแผนโจมตีระลอก 2 แต่ตอนนี้คงไม่จำเป็นแล้ว

เมื่อวันเสาร์ที่ 3 ม.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จัดงานแถลงข่าวที่รีสอร์ท มาร์-อา-ลาโก ในรัฐฟลอริดา เปิดเผยความคืบหน้าหลังสหรัฐฯ มีปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลา และจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร พร้อมกับภริยา แล้วส่งตัวมาดำเนินคดีในสหรัฐฯ

นายทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ จะเป็นผู้บริหารเวเนซุเอลาในช่วงหลังจากการจับกุมนายมาดูโร

“เราจะบริหารประเทศจนกว่าจะถึงเวลาที่เราสามารถดำเนินการเปลี่ยนผ่านอำนาจได้อย่างปลอดภัย เหมาะสม และรอบคอบ” ทรัมป์กล่าว “เราไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับกรณีที่ปล่อยให้คนอื่นเข้ามา แล้วเราก็ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เดิมๆ แบบที่เราเผชิญมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้น เราจะเป็นผู้บริหารประเทศเอง”

ทรัมป์กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึง มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะทำงานร่วมกับ “ทีมงาน” เพื่อช่วยบริหารเวเนซุเอลา “รูบิโอและเฮกเซธจะเป็นทีมที่ทำงานร่วมกับประชาชนชาวเวเนซุเอลา เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะทำให้เวเนซุเอลากลับมาถูกต้องเหมาะสม”

ผู้นำสหรัฐฯ ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะมีการส่งกำลังทหารสหรัฐฯ เข้าไปเกี่ยวข้อง โดยกล่าวว่า “เราไม่กลัวการส่งทหารราบลงพื้นที่”

เขายังกล่าวอีกว่ามีแผนที่จะ “ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน” โดยบริษัทน้ำมันจะเป็นผู้จ่ายเงินให้โดยตรง

ทรัมป์ไม่ได้ระบุช่วงเวลาที่ชัดเจนว่าเขาคาดการณ์ว่าการเปลี่ยนผ่านอำนาจดังกล่าวจะใช้เวลานานเท่าใด

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวอีกว่า ไฟฟ้าในกรุงคารากัสถูกตัดขณะที่มีการเข้าจับกุม นิโคลัส มาดูโร พร้อมกล่าวชื่นชมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการปฏิบัติภารกิจนี้

...

“ไม่มีประเทศใดในโลกที่จะสามารถบรรลุสิ่งที่อเมริกาทำได้เมื่อวานนี้ หรือพูดตรงๆ คือ ในช่วงเวลาสั้นๆ ศักยภาพทางทหารทั้งหมดของเวเนซุเอลาถูกทำให้ไร้สมรรถภาพ ในขณะที่เหล่าบุรุษและสตรีในกองทัพของเรา ซึ่งทำงานร่วมกับฝ่ายบังคับใช้กฎหมาย ได้บุกจับกุมมาดูโรสำเร็จในช่วงกลางดึกที่เงียบสงัด มันมืดมิด ไฟในกรุงคารากัสส่วนใหญ่ถูกปิดลงด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่เรามี” นายทรัมป์กล่าว และเสริมว่า “มันทั้งมืดมิดและรุนแรง”

นายทรัมป์ยืนยันว่า ไม่มีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตแม้แต่คนเดียว และไม่มีการสูญเสียยุทโธปกรณ์ใดๆ และสหรัฐฯ ได้ “ทำลายยาเสพติดที่เข้ามาทางทะเลไปได้ถึง 97%” และกล่าวอ้างว่าเรือขนยาเสพติดแต่ละลำคร่าชีวิตผู้คนเฉลี่ยถึง 25,000 คน และยาเสพติดส่วนใหญ่มาจากเวเนซุเอลา

ทรัมป์บอกอีกว่า สหรัฐฯ เตรียมการไว้แล้วที่จะโจมตีเวเนซุเอลาเป็นครั้งที่ 2 หากจำเป็น แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะไม่จำเป็นแล้ว

“เราเตรียมพร้อมที่จะส่งกำลังระลอกที่สองหากมีความจำเป็น — จริงๆ แล้วเราสันนิษฐานไว้ก่อนว่าระลอกที่สองนั้นจำเป็นแน่ๆ แต่ตอนนี้ดูเหมือนคงจะไม่ต้องแล้ว” ทรัมป์กล่าว “ระลอกแรก หรือถ้าคุณอยากจะเรียกมันว่าการโจมตีครั้งแรกนั้น ประสบความสำเร็จอย่างมากจนเราอาจจะไม่ต้องทำระลอกที่สอง แต่เราก็เตรียมพร้อมสำหรับระลอกสอง ซึ่งจริงๆ แล้วจะเป็นระลอกที่ใหญ่กว่าเดิมมาก”

นายทรัมป์ย้ำว่า ปฏิบัติการที่เกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันเสาร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) ฝีมือซึ่งกองกำลังพิเศษระดับหัวกะทิของสหรัฐฯ ได้ลากตัวมาดูโรและภรรยาออกมาจากห้องนอน เป็นปฏิบัติการที่มีความ “แม่นยำสูง”

เขาเสริมด้วยว่า ก่อนหน้านี้มีการวางแผนปฏิบัติการทางทหารในขั้นต่อมาในเวเนซุเอลา แต่รัฐบาลอาจจะไม่ต้องลงมือทำสิ่งเหล่านั้นแล้ว

ผู้นำสหรัฐฯ ย้ำด้วยว่า คำสั่งห้ามขายน้ำมันของเวเนซุเอลาจะยังคงมีผลบังคับใช้ และสหรัฐฯ จะยังคงกดดันเวเนซุเอลาทั้งทางเศรษฐกิจและทางทหารในขณะที่กำลังประเมินขั้นตอนต่อไป

“สิ่งที่สำคัญมากคือ การสั่งห้ามขนส่งน้ำมันทั้งหมดของเวเนซุเอลายังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ กองเรือรบของอเมริกายังคงประจำการอยู่ในตำแหน่ง และสหรัฐฯ ยังคงสงวนทางเลือกทางทหารทั้งหมดไว้จนกว่าข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ จะได้รับการตอบสนองและเป็นที่พอใจอย่างครบถ้วน” ประธานาธิบดีกล่าว

นอกจากนี้ นายทรัมป์ยังได้ออกคำเตือนโดยตรงถึงบรรดาผู้นำที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมาดูโรด้วยว่า “บุคคลสำคัญทางการเมืองและทหารทุกคนในเวเนซุเอลาควรเข้าใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับมาดูโรสามารถเกิดขึ้นกับพวกเขาได้เช่นกัน และมันจะเกิดขึ้นกับพวกเขาแน่ หากพวกเขาไม่ให้ความเป็นธรรมแม้กระทั่งกับประชาชนของตัวเอง”

นายทรัมป์กล่าวอีกว่า การขจัดอำนาจของมาดูโรถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเวเนซุเอลา “เผด็จการและผู้ก่อการร้ายในเวเนซุเอลาอย่างมาดูโรได้หมดสิ้นอำนาจลงแล้วในที่สุด ประชาชนมีอิสระ พวกเขากลับมามีเสรีภาพอีกครั้ง มันเป็นเวลาที่ยาวนานสำหรับพวกเขา แต่ตอนนี้พวกเขาเป็นอิสระแล้ว”


ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign


ที่มา : cnn