ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ประกาศเปิดประตูเจรจากับสหรัฐฯ ทุกเมื่อ หลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากปฏิบัติการ "สงครามยาเสพติด" ของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่บานปลายสู่การใช้กำลังทางการทหารโจมตีเรือและท่าเรือ จนมีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 110 ราย ขณะที่สื่อสหรัฐฯ เผย CIA ส่งโดรนถล่มคลังสินค้าในเวเนซุเอลาเป็นครั้งแรก
ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์รัฐบาลเวเนซุเอลาว่า เขาพร้อมที่จะเปิดการเจรจากับสหรัฐฯ ในประเด็นเรื่องการปราบปรามยาเสพติด พลังงาน และปัญหาการย้ายถิ่นฐาน "ทุกที่และทุกเวลาที่สหรัฐฯ ต้องการ" อย่างไรก็ตาม มาดูโรเลี่ยงที่จะตอบคำถามกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าสหรัฐฯ ได้สั่งโจมตีท่าเรือแห่งหนึ่งในเวเนซุเอลา โดยเขากล่าวเพียงว่า "เรื่องนี้อาจจะพูดถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า"
ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ภายใต้คำสั่งของรัฐบาลทรัมป์ ได้ยกระดับการกวาดล้างเรือที่ต้องสงสัยว่าลักลอบขนยาเสพติดในแถบแคริบเบียนและแปซิฟิกตะวันออกอย่างรุนแรง มีการโจมตีเรือไปแล้วกว่า 30 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 110 ราย นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการเมื่อวันที่ 2 กันยายน ส่วนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (31 ธ.ค.) สหรัฐฯ เพิ่งถล่มเรือ 2 ลำที่เชื่อว่าว่าขนยาเสพติด ทำให้มีผู้เสียชีวิตบนเรือ 5 ราย
ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดคือกรณีที่ทรัมป์อ้างว่าสหรัฐฯ ได้โจมตี "พื้นที่ท่าเรือ" ที่เชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาในเวเนซุเอลาจนเกิดระเบิดครั้งใหญ่ ซึ่งสำนักข่าว CNN และนิวยอร์กไทมส์ รายงานอ้างแหล่งข่าวว่าเป็นการใช้ "โดรนโจมตีโดยหน่วย CIA" หากข้อมูลนี้ได้รับการยืนยัน จะถือเป็นปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ภายในดินแดนเวเนซุเอลาเป็นครั้งแรก
...
นอกเหนือจากเรื่องยาเสพติด สหรัฐฯ ยังเพิ่มความเข้มงวดกับเรือขนส่งน้ำมันที่ฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตร โดยมีการยึดเรือบรรทุกน้ำมันไปแล้วอย่างน้อย 2 ลำ ซึ่งเวเนซุเอลาประณามการกระทำนี้ว่าเป็น "โจรสลัดระหว่างประเทศ" ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานว่า มาดูโรจงใจปล่อยนักโทษและผู้ป่วยทางจิตให้อพยพไปยังสหรัฐฯ
แม้สหรัฐฯ จะยืนยันว่าการโจมตีทั้งหมดเป็นไปตามข้อมูลข่าวกรองที่ยืนยันเส้นทางค้ายา แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเริ่มออกมาเตือนว่า ปฏิบัติการ "สงครามยาเสพติด" ครั้งนี้อาจเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากสหรัฐฯ ยังไม่ได้แสดงหลักฐานชัดเจนว่าเรือที่ถูกโจมตีนั้นมีการบรรทุกยาเสพติดจริงหรือไม่.
ที่มา BBC